ถอดรหัส(ไม่ลับ)จิตวิวัฒน์ |
 |
โดย
สรยุทธ รัตนพจนารถ
|
|
"ได้ฝึกการลดละความเป็นตัวตนของตนเองค่อนข้างมาก
ได้ฝึกวิธีที่จะทำตาม คำพูดของคุณหมอประเวศ คือทำตัวตนให้เล็กลง
ทำจิตใจให้ใหญ่ขึ้น"
- สุมน อมรวิวัฒน์
กลุ่มจิตวิวัฒน์เป็นการรวมตัวกันของคนที่สนใจ
นักคิด นักปฏิบัติ เรื่อง จิตวิวัฒน์ การเกิดจิตสำนึกใหม่
(New Consciousness) หรือการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ(Spiritual
Revolution) โดยการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
รวมถึงการปฏิบัติจริงของตนเองด้วย
บนฐานความเชื่อที่ว่า ร่างกายของมนุษย์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
ในขณะที่จิตมนุษย์สามารถพัฒนาไปได้อีกมาก ทางออกของปัญหาที่รุนแรง
ยุ่งยาก และซับซ้อนต่างๆ ในโลก ล้วนไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องอาศัยการมีจิตใหญ่เป็นพื้นฐาน
จิตเล็ก คือ ความรู้สึกอันคับแคบ อึดอัดอยู่กับการเห็นโลกอย่างเป็นส่วนเสี้ยวและความเป็นตัวกูของกู
ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นธรรมชาติ ในขณะที่จิตใหญ่หรือจิตสำนึกใหม่
เป็นความรู้สึกนึกคิดที่มีอิสระ มีความสุข มีความรักในเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ
เนื่องจากก้าวข้ามความจำกัดของตัวเองด้วย เพราะเห็นความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติ
มีหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมากทั้งทางวิทยาศาสตร์และศาสนา
ว่ามนุษย์นั้นมีศักยภาพ ในการก้าวข้ามจากจิตเล็กไปสู่จิตใหญ่
โลกเริ่มสะสมความรู้ และประสบการณ์ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมากขึ้น
เพียงแต่ว่ามนุษยชาติจะเปลี่ยนผ่านได้ทันท่วงทีหรือไม่?
นี้เป็นโจทย์สำคัญของจิตวิวัฒน์
อีกสองเดือนข้างหน้า กลุ่มจิตวิวัฒน์จะมีอายุครบสองขวบปีแล้ว
ในการประชุมเดือนพฤษภาคมนี้ จึงถือโอกาสระลึกย้อนกลับไปประมวลประสบการณ์
ถอดบทเรียน และมองไปข้างหน้า ผู้เขียนขอยกตัวอย่างข้อคิดเห็นของสมาชิกบางท่านมาเล่าสู่กันฟัง
สิ่งที่สมาชิกทั้งหมดรู้สึกร่วมกันคือ จิตวิวัฒน์เน้นเรื่อง
การเรียนรู้ภายใน (Contemplative Learning) สิ่งที่แลกเปลี่ยนในที่ประชุม
ทำให้เห็นความกว้างใหญ่ไพศาลของความรู้ในโลก และความรู้อันจำกัดของตน
สมาชิกหลายท่านเป็นผู้ใหญ่ที่สังคมให้ความเคารพนับถือ
ในวิชาความรู้ (และการปฏิบัติตน) มีทั้งที่เป็นพระ
ปราชญ์ราชบัณฑิต และอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ท่านเหล่านี้พูดเป็นเสียงเดียวกัน
คือ การได้มาเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์
การแพทย์ มนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะความงามอย่างมากมายนั้น
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตนเองโดยพื้นฐาน และอย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ลดละอัตตา และความมีเมตตาต่อผู้อื่น
ท่านอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ เล่าว่า ท่านได้เรียนรู้ที่จะ
"ละเว้นซึ่งความยึดมั่นถือมั่นในหลักการ จากที่ตลอดชีวิต
เป็นคนยึดมั่นอย่างมาก ในหลักของความถูก - ผิด มีบางอย่างที่ผิดไม่ได้
แต่ 1 ปีกว่ามานี้มีความผ่อนคลาย คือเห็นว่าไม่ควรยึดติดในหลักทฤษฎี
หลักการของโลกและชีวิตมากเกินไป"
อีกทั้งยังได้ "ฝึกการลดละความเป็นตัวตนของตนเองค่อนข้างมาก
ได้ฝึกวิธีที่จะทำตามคำพูดของคุณหมอประเวศ คือทำตัวตนให้เล็กลง
ทำจิตใจให้ใหญ่ขึ้น ได้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตบั้นปลาย"
ท่านมีประโยคเด็ด คือ "เดี๋ยวนี้ดีจัง เวลามีคนมาขัดใจ
ก็ได้มีโอกาสขัดใจตัวเอง" แล้วอรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า
เวลามีคนมาขัดใจ ก็ได้เจริญสติรู้ตัวว่า กำลังจะเกิดความคับข้องใจ
เลยได้โอกาส "ขัด" ความขุ่นข้องหมองใจออกไป
ท่านอาจารย์เอกวิทย์ ณ ถลาง เสริมว่า "มาที่นี่แล้วรู้อะไรมากขึ้นเยอะ
ยิ่งรู้ก็ยิ่งรู้สึกว่ารู้น้อยขึ้นทุกที เพราะสิ่งที่ไม่รู้มันมาก
ทำให้ตัวตนเล็กลงๆ ว่าที่เราไม่รู้มันมหาศาลเหลือเกิน
ทำให้ตัวเองไม่สำคัญเท่าไหร่ เป็นผงธุลีเล็กๆ ในจักรวาล
ตรงนี้เองทำให้มีเมตตาจิตขึ้น เตือนสติให้ดีกว่าเดิม"
ท่านอาจารย์จุมพล พูลภัทรชีวิน ประเมินว่าสิ่งที่ได้คือปัญญาและความสุข
"เป็นความสุขที่เกิดขึ้นภายใน ถ้าจะขยายความให้มากขึ้นคือ
เราได้ความรู้ ได้ความจริง ได้ซึมซับความงาม ความคิดแต่ละคน
ได้ความดีมากขึ้น"
ส่วนท่าน อาจารย์ประสาน ต่างใจ เน้นย้ำถึง ทั้งความสำคัญ
และความเร่งด่วน ของการทำให้ทุกคนสนใจเรื่องจิตสำนึกใหม่
เพราะเป็นเรื่องความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด
"ผมพยายามจะแข่งกับจักรวาล เท่าที่ทราบมาเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังจะสิ้นสุดเร็วๆ
นี้ เพราะว่าเราทำลายตัวเอง... ยังติดบ่วงอยู่ บ่วงวิทยาศาสตร์
บ่วงเทคโนโลยี บ่วงกายภาพ ทำให้เราไปไหนไม่ได้...
อย่างน้อย เราก็ฝากจิตใจ ฝากความปรารถนาที่จะสร้างชุมชน
เพื่อจะเอาชุมชนให้รอด ผมว่าจักรวาลเขาหมดหวังกับเราแล้ว
ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง... ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์กันไปเลย
เราต้องเอาจริงเอาจังกับมัน ให้คนตื่นและเปลี่ยนแปลงให้ได้
ไม่ใช่แค่ change แต่เป็น transformation... ถ้าตัวเองเปลี่ยนแปลง
ใกล้ๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย"
หลวงพี่ไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต เห็นว่า จิตวิวัฒน์
"เป็นประโยชน์ในการนำความคิดใหม่ๆ มาให้ และมีการนำเสนอภาษาหรืออุปมาอุปไมยใหม่ๆ
ซึ่งบางทีมันมีพลัง เรื่องความคิดใหม่ๆ ถึงแม้ว่ายาก
แต่ถ้าใช้ภาษาที่ดีก็สามารถสื่อได้ตรง"
ส่วนเรื่องที่ควรปรับปรุงหลวงพี่แนะนำว่า วิธีการเข้าสู่จิตวิวัฒน์ของกลุ่ม
จะเน้นอยู่ที่วิทยาศาสตร์กับศาสนา ขาดทางด้านสังคมวิทยา
มานุษยวิทยา ซึ่งมีความรู้หลายอย่างให้ศึกษา ความรู้สังคมวิทยา
มานุษยวิทยาชุดปัจจุบันที่แยกส่วนนั้นบั่นทอนศรัทธาในมนุษย์
ที่ผ่านมาด้านวิทยาศาสตร์ก็มี "วิทยาศาสตร์ใหม่" เข้ามาเสริม
แต่ด้านอื่นยังไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ควรได้ส่งเสริมกัน
อีกทั้งกลุ่มนักคิด นักปฏิบัติที่เชิญมา มักเป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นเหมือนกัน
เป็นการมายืนยันความเชื่อเดิม น่าจะมีส่วนที่มาท้าทายความคิดของกลุ่มบ้าง
ทำให้พลังในการไปเผชิญความท้าทายน้อยลง อาจทำให้ความคิดไม่แตกแขนง
คุณเดวิด สปิลเลน ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มจิตวิวัฒน์มีลักษณะเป็นองค์กรจัดการตนเอง(Self-organizing)
แต่ละคนรู้จักบทบาทของตน ไม่มีใครสั่งว่าใครต้องทำอะไร
ทุกคนเรียนรู้ที่จะต่อยอดการฝึกจิตของกันและกัน มีความมั่นใจ
ไว้วางใจให้กับชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าบางทีไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรนำเสนอบ้าง
ก็ไม่เป็นไร (คุณเดวิดได้บริจาคหนังสือภาษาอังกฤษ
เกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่จำนวนหลายร้อยเล่ม เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะ
หลายเล่มเป็นหนังสือหายาก ทางกลุ่มจิตวิวัฒน์จะได้นำไปทำสรุปย่อความเป็นภาษาไทย
จัดระบบ และให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปที่ห้องสมุดแสงอรุณ
ถนนสาธร โดยจะแจ้งรายละเอียดในโอกาสต่อไป)
คุณศุภชัย พงศ์ภคเธียร เห็นว่าจิตวิวัฒน์ "เป็นคลังสมองจริงๆ
ขณะเดียวกันที่ประชุมนี้ก็ได้ผู้เชี่ยวชาญจากศาสตร์ต่างๆ
เห็นบูรณาการต่างๆ เห็นธรรมะที่อยู่ในวิถีชีวิตของอาจารย์ทั้งหลาย
ออกมาในรูปของการปฏิบัติ ที่ทำให้เราแน่ใจว่าปฏิบัติได้
ไม่ใช่อยู่แต่ในตำราหรือคัมภีร์ ผมคิดว่าการประชุมแบบนี้
ถ้ามีการขยายขึ้นในอนาคตก็จะเป็นแสงสว่างในชุมชนนั้นๆ"
ภาพรวมของกลุ่มจิตวิวัฒน์ อาจสรุปได้ดังคำของท่าน
อาจารย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ที่สะท้อนว่า การประชุมจิตวิวัฒน์แตกต่างไปจากการประชุมอื่น
ซึ่งท่านได้เคยเข้าร่วม และล้วนเป็นการประชุมทำงานที่มีความเครียด
และแรงกดดัน ขณะที่จิตวิวัฒน์เป็นการประชุมที่มีบรรยากาศผ่อนคลาย
ปราศจากความเครียด ผู้เข้าร่วมประชุมล้วนมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
พร้อมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อันเป็นการเรียนรู้เพื่อสุขภาวะอย่างแท้จริง
กลุ่มจิตวิวัฒน์ ทำงานด้านความรู้ การใช้สติและปัญญา
ยินดีที่จะส่งเสริม และร่วมมือกับผู้สนใจเรื่องจิตสำนึกใหม่กลุ่มอื่นๆ
เพื่อช่วยกันสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เพื่อการพัฒนาจิต นำไปสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณ(Spiritual
Health) ของสังคมและโลก
ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘