ดุลยภาพของการเรียนรู้ |
 |
| โดย สุมน อมรวิวัฒน์ |
|
เมื่อเดือนกรกฎาคม สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้สนทนากันท่ามกลางสวนสวยและอากาศฤดูฝนที่ฉ่ำชื่น
ผู้จุดประเด็นการสนทนาในวันนั้นคือ ครูวิศิษฐ์ วังวิญญู
สาระที่นำเสนอ คือ การเขียนโลกใบใหม่ของการเรียนรู้
วิศิษฐ์พูดและใช้ภาษาเขียนที่อลังการมาก เกือบทุกข้อความ
เขาใช้คำธรรมดาๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง สมาชิกกลุ่มต้องตั้งใจแน่วแน่
ฟัง อ่าน อย่างพินิจเจาะลึก กลั่นกรองเพื่อเข้าถึงสาระที่เขาสื่อออกมา
ผู้ที่สนใจอาจสืบค้นจากแหล่งข้อมูลของกิจกรรมจิตวิวัฒน์
ที่ให้ไว้ท้ายบทความนี้
ประเด็นที่ขอหยิบยกมาพิจารณาซ้ำ คือ สาระเชิงปรัชญาที่เป็นฐานของการเรียนรู้
วิศิษฐ์ วังวิญญู เน้นว่า การเรียนรู้ที่แท้นั้นเกิดจากสภาวะของจิตที่โปร่งสบาย
ผ่อนคลาย แล้วคิดวิเคราะห์เข้าภายในตน ขณะเดียวกันก็ได้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและเชื่อมโยงกับผู้อื่น
การยึดติดกับเนื้อหาสาระที่ตายตัวนั้น แม้จะรู้มาก
ก็มีประโยชน์น้อยกว่าการรู้สาระ ที่เปลี่ยนแปลงเชื่อมโยงกับชีวิตเรา
ความสำคัญของการเรียนรู้อยู่ที่จุดหมาย และกระบวนการ
ประสบการณ์จากการเรียนรู้จะทับซ้อนสะสม มีทั้งความรู้ที่ข้ามพ้นไปสู่สิ่งใหม่
หลอมรวมกับประสบการณ์เดิมเป็นการ "ก้าวพ้นแต่ปนอยู่"
(transcend and include) นั่นคือ กระบวนการเรียนรู้นั้นมีโครงสร้างแบบเกลียวพลวัต
(spiral dynamics) มีธาตุรู้ที่สามารถเชื่อมโยงจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก
จนเกิดปัญญาและความรู้ใหม่
ถ้าการฟังและการตกผลึกทางความคิดของผู้เขียนมีความถูกต้องตามที่
วิศิษฐ์ วังวิญญู นำเสนอ การเรียนรู้ดังกล่าว ก็เป็นการเชื่อมโยงโลกภายนอกตัวเรา
กับโลกภายในเข้าด้วยกัน โดยเน้นการเพ่งลึกลงสู่จิต
และยกระดับของจิตให้เกิดความตื่นรู้ และอิสรภาพทางปัญญา
กระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกเชื่อมโยงจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึกเช่นนี้
นำไปสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างไม่มีข้อสงสัย อีกทั้งยังโยงใยไปถึงสุขภาวะองค์รวมของชีวิต
แม้กระนั้น แนวคิดนี้ก็เหมือนเรือน้อยลอยกลางกระแสธารการศึกษาที่ไหลเชี่ยว
และมีแก่งหินระเกะระกะอยู่ตลอดทาง
ปัจจุบัน การเรียนการสอนยังคงเน้นวิธีกระตุ้นให้เร่งรีบ
แข่งขันอย่างเคร่งเครียด บันไดแห่งความสำเร็จทางการศึกษายังสูงชัน
มองเห็นนักเรียนพยายามปีนป่ายอย่างสุดแรง
แม้จะมีการปฏิรูปการศึกษามานานแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิด
และกิจกรรมการเรียนรู้กันขนานใหญ่ ที่ปรากฏผลอยู่บ้าง
แต่ที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ คือ การเน้นเนื้อหาทั้งที่เป็น
text และ content ซึ่งผู้เรียนต้องยึดถืออย่างแน่วแน่
กอบโกย เกรงกลัว และจะละเมิด "บท" ที่กำหนดไว้มิได้
ความรู้ได้ถูกแบ่งแยกไว้เป็นอาณาจักรของศาสตร์แต่ละสาขา
พรมแดนที่มองไม่เห็น ได้ตีกรอบไว้ว่าเป็นส่วนของวิทยาศาสตร์
มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ฯลฯ เป็นขอบเขตที่โอบล้อม
กักขังความคิด และชีวิตของแต่ละคน ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในทางขวางนั้นเล่า การเรียนรู้ยังตัดแบ่งเป็นวัยและช่วงชั้น
ตำราวิชาครูบางเล่มยังบอกว่า เด็กไม่สามารถรู้และคิดได้อย่างผู้ใหญ่
เนื้อหาสาระที่เรียนจึงต้องลำดับความยาก-ง่าย จำนวนน้อย-มาก
เรียนก่อน-หลัง จากหลักการเช่นนี้ เด็กเล็กจึงยังไม่ควรเรียนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมายาวนาน
(เพราะเด็กยังย้อนอดีตไม่เป็น?) ทั้งๆ ที่นักเรียนอนุบาลสามารถอ่านสมุดภาพโลกดึกดำบรรพ์
และรู้จักไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆ ดีกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ
กระบวนการเรียนรู้ที่แข็งขึงตึงตัวจึงเกิดการเรียนรู้ที่ผิวเผิน
ความรู้จากภายนอกก็รู้ไม่แจ้งชัด จึงก้าวไม่ถึงความรู้ฝังลึกที่ผู้เรียนสามารถคิด
พินิจ กลั่นกรอง สะสม แล้วนำมาใช้ประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมได้จริง
มองอีกแง่มุมหนึ่ง การเรียนรู้ที่รวบรวมความรู้ภายนอกตัวเรา
และนอกสังคมของเรา เป็นการหลงทางเช่นนั้นหรือ ผู้เขียนเชื่อว่า
เนื้อหาความรู้ หลักและวิธีการของศาสตร์ต่างๆ ยังมีความจำเป็นที่สร้างฐานการพัฒนาความคิด
และความสามารถของบุคคล ตำราเนื้อหาสาระที่ วิศิษฐ์
วังวิญญู ใช้คำแทนว่า "บท" นั้น เป็นต้นทุนที่ต้องสืบค้น
และเพิ่มค่า ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
จนรู้แจ้งชัดเจน ดังที่วิศิษฐ์ ใช้ประเมินว่า "ตีบทแตก"
การแสวงหาความรู้ยังแยกเป็น 2 กระบวนการ คือ เรียนเพื่อความรู้รอบ
(general knowledge) กับการเรียนมุ่งรู้ดิ่งเดี่ยว
(technical knowledge)
ความรู้รอบเกิดจากการเชื่อมโยง และหลอมรวมสาระของศาสตร์ต่างๆ
อย่างกลมกลืน ได้สัดส่วนสมดุลกัน นำไปใช้ประโยชน์ได้
ความรู้ดิ่งเดี่ยวมุ่งไปสู่การฝึกหัด ฝึกฝน จนเชี่ยวชาญในหลักทฤษฎี
และเทคนิคเฉพาะ ที่จำเป็นต่อวิชาชีพ หรืออีกนัยหนึ่ง
ความรู้ดิ่งเดี่ยวอาจมุ่งวิเคราะห์ตนเองอย่างลึกซึ้ง
จากรูปกายภายนอกลงสู่การทำงานของจิตภายในตน จนเห็นแจ้ง
ในระบบความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตที่ละเอียดซับซ้อน
เข้าใจความจริงของชีวิตและอิ่มเอมในอารมณ์ สภาวะเช่นนี้เป็นจุดหมายการเรียนรู้ของปัจเจกบุคคล
มนุษย์ต้องเรียนให้รู้รอบ และรู้ดิ่งเดี่ยวในด้านใดด้านหนึ่ง
ตามสัดส่วนที่เหมาะกับแต่ละชีวิต
ต้องเรียนรู้ภายในตน จิตสำนึกของตน และฝึกหัดขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ
ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้การสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
สังคม เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเกิดผลกระทบต่อทุกคนในโลกกว้าง
ตามนัยแห่งพุทธธรรม การพัฒนามนุษย์จึงเน้นความสมดุลทั้งวิถีทางโลกและวิถีทางธรรม
กระบวนการเรียนรู้มีลักษณะก้าวเวียน (spiral) และยืดหยุ่นตามเหตุปัจจัยของชีวิต
กระบวนการเรียนรู้ที่สมดุลจึงเกิดผลที่งอกงามสูงขึ้น
และพร้อมกันนั้นก็หยั่งรากลึกลงสู่ภายใน เปรียบดังต้นไม้ใหญ่ที่สูงตระหง่านเพียงใด
ก็ย่อมหยั่งรากลึกลงเพื่อยืนต้นอยู่ได้อย่างมั่นคง
ดุลยภาพของการเรียนรู้ จึงนำสู่ความเจริญไพบูลย์ดังนี้
ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๘