ต้นน้ำ หมู่ไม้ ผลิบาน รากแก้ว กระแสธาร มิ่งมิตร
เขียนความ จับแก่น บันทึกไว้ ที่ข้องเกี่ยว
|

หนึ่งนาทีก่อนเที่ยงคืน

โดย พระไพศาล วิสาโล  

 

 

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแทบจะแยกไม่ออก จากการทำสงครามประหัตประหารกัน และนับวันดูจะรุนแรงมากขึ้น

 

เพียงแค่ถอยหลังไป 100 ปี คือระหว่างปี ค.ศ. 1900-1989 อันเป็นปีที่สงครามเย็นยุติ คาดกันว่ามีคนตายไปเพราะสงครามถึง 86 ล้านคน

ถ้านับจำเพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (1945) มาจนถึงปี 1990 มีคนตายเพราะสงครามถึง 22 ล้านคน ทั้งนี้ยังไม่นับถึงคนที่ตายเพราะน้ำมือของรัฐบาลตนเองอีก 48 ล้านคน (ดังที่เกิดในรัสเซียสมัยสตาลิน จีนสมัยเหมา และเขมรสมัยพลพต)

 

แม้ขึ้นศตวรรษใหม่แล้ว สงครามก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะน้อยลง ปัจจุบันมีประมาณ 1 ใน 8 ของประเทศทั่วโลกที่พัวพันกับสงคราม โดยส่วนใหญ่เป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร้อยละ 90 ของเหยื่อสงครามในปัจจุบันเป็นพลเรือน ขณะที่ผู้บาดเจ็บล้มตายในสงครามเมื่อศตวรรษที่แล้วร้อยละ 90 เป็นทหาร

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าว น่าจะเป็นหลักฐานชี้ชัดว่า มนุษย์นั้นนิยมความรุนแรงและใฝ่สงคราม

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนหลังไปนับหมื่นๆ ปี กลับพบหลักฐานน้อยมากที่ยืนยันข้อสรุปดังกล่าว

 

ในช่วงเวลา 10,000 ปีก่อนหน้านี้ขึ้นไป นักโบราณคดีแทบไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับสงคราม หรือการใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ

 

ในหนังสือเรื่อง Troubled Times: Violence and Warfare in the Past (1996) ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับความรุนแรงในยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างละเอียด สิ่งที่ค้นพบก็คือ ความรุนแรงเกือบทั้งหมดของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นในช่วง 8,000 ปีที่ผ่านมานี้เอง

 

ในบทปิดท้าย ไบรอัน เฟอร์กูสัน ได้สรุปว่า "ดูเหมือนว่าการฆ่ากันระหว่างบุคคลมีน้อยมาก และแทบจะไม่มีการฆ่าอย่างเป็นระบบเลยตลอดอดีตการใช้ชีวิตทั้งหมดของเรา"

 

ข้อสรุปดังกล่าวส่วนหนึ่งได้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ยังไม่เคยพบอาวุธสำหรับทำสงครามชิ้นใด ที่เก่าแก่ไปกว่ากริชและคทาอายุ 8,000 ปี ที่เมืองคาทาลฮูยุคในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดที่พบก็คือ กำแพงเจอริโค อายุ 10,000 ปี ซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า อาจสร้างขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมมากกว่าเพื่อป้องกันการรุกราน

 

จริงอยู่มนุษย์ยุคหินรู้จักทำอาวุธมานานแล้ว แต่อาวุธเหล่านั้นใช้ในการล่าสัตว์มากกว่าที่จะทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน ภาพวาดตามผนังถ้ำก่อนยุคประวัติศาสตร์ อย่างมากก็เป็นเรื่องราวการล่าสัตว์ด้วยธนูและหอก แต่แทบไม่มีภาพเกี่ยวกับการต่อสู้กันด้วยอาวุธเลย

ตรงกันข้ามกับภาพวาดบนกำแพง และรูปปั้น ของชาวสุเมเรียนและอียิปต์เมื่อราว 5,000 ปีที่แล้ว จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของการต่อสู้และทำสงครามกัน

 

มนุษย์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาในโลกไม่น้อยกว่า 2 ล้านปีมาแล้ว แต่มีเพียง 10,000 ปีสุดท้ายเท่านั้น ที่พบหลักฐานการทำสงครามหรือการสู้รบกันเป็นกลุ่ม และอย่างเป็นระบบ และเมื่อศึกษาให้ละเอียด จะพบว่าการสู้รบกันอย่างนองเลือดจนล้มตายกันเป็นเบือนั้น กระจุกตัวอยู่ในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา

นั่นหมายความว่าประวัติศาสตร์อันนองเลือดของมนุษย์นั้น กินเวลาเพียง 0.1% ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติทั้งหมด

 

ถ้ายกเอา 10,000 ปีสุดท้ายออกไปแล้ว กล่าวได้ว่า 99.5% ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เป็นช่วงเวลาแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

น่าสังเกตว่ามนุษย์เมื่อ 10,000 ปีก่อนยังชีพด้วยการล่าสัตว์และหาของป่า วิถีชีวิตดังกล่าวมีส่วนไม่น้อย ในการทำให้มนุษย์ห่างไกลจากสงคราม เนื่องจากต้องเคลื่อนย้ายอยู่เสมอ ที่ดินจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะต้องแย่งชิงกัน ขณะเดียวกันประชากรยังมีจำนวนน้อย พื้นที่ว่างมีมาก ประชากรเฉลี่ย 1 คนต่อพื้นที่ 1 ตารางไมล์ โอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคลหรือระหว่างเผ่าจึงมีน้อย

เราพบว่าในหมู่ชนดั้งเดิมที่ยังชีพด้วยการล่าสัตว์และหาของป่า แม้กระทั่งทุกวันนี้ การใช้ความรุนแรงมีน้อยมาก

 

อัตราการฆาตกรรมในกลุ่มชาวคุง ซึ่งยังชีพแบบดั้งเดิมในแอฟริกา มีน้อยกว่า 1 ใน 3 ของสังคมสมัยใหม่ เมื่อมีการทะเลาะกัน ชาวบุชเมนจะรีบขอให้คนอื่นมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย

เมื่อมีคนจากกลุ่มหนึ่งเข้ามาล่าสัตว์ในเขตของอีกกลุ่ม โดยไม่ได้ขออนุญาต ฝ่ายที่เป็น "เจ้าของ" เขตแดนจะขอให้เพื่อนบ้านไปเป็นพยาน และเข้าไปพูดคุยกับผู้บุกรุก พร้อมกับตักเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก

เมื่อมีผู้นำภาพสงครามจากนิตยสาร ไทม์ ไปให้ชาวบุชเมนดู พวกเขากลับแสดงความพิศวง มีทั้งความไม่เชื่อและเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมต้องใช้วิธีที่โหดร้ายเช่นนั้น

 

จริงอยู่ชนเผ่าพื้นเมืองที่ดุร้ายก็มีอยู่ อาทิ เผ่ายาโนมามีในบราซิล หรือวาโอรานีในเอกวาดอร์ แต่กรณีชนเผ่าบุชเมนและอีกหลายชนเผ่าทั่วโลก รวมทั้งหลักฐานทางโบราณคดีเมื่อหมื่นกว่าปีขึ้นไปได้ชี้ว่า มนุษย์นั้นไม่ได้มีสัญชาตญาณใฝ่ความรุนแรงไปเสียหมด หรือไม่ได้มีสัญชาตญาณเช่นนั้นอย่างเดียว มนุษย์ยังมีสัญชาตญาณใฝ่สันติอยู่ด้วย สัญชาตญาณดังกล่าวได้รับการหนุนเสริมจากการเรียนรู้ว่า เมื่อใช้ความรุนแรงย่อมถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง

เคยมีคนถามชนเผ่าเซไมในมาเลเซียว่า "ทำไมคุณไม่ไปตีคนอื่น" คำตอบที่ได้ก็คือ "แล้วถ้าเขาตีตอบล่ะ?"

 

ใช่แต่เท่านั้น ความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่อำนวย ย่อมทำให้ผู้คนตระหนักว่า การร่วมมือกันและการหันหน้าเข้าหากัน เป็นวิธีการอยู่รอดที่ดีที่สุด ที่น่าสนใจก็คือ การร่วมมือและคืนดีกันนั้น เป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่ในสัตว์นานาชนิดด้วย

 

โลมานั้นหลังจากวิวาทกันไม่นาน คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายก็มักจะเอาตัวเข้ามาถูกันอย่างนุ่มนวลหรือไม่ก็ดุนตัวกัน

หมาป่าไฮยีนาซึ่งได้ชื่อว่าดุร้ายและชอบวิวาท แต่ไม่ถึง 5 นาที หลังจากสู้กันมันก็จะกลับมาหยอกล้อกัน เลียตัวกันหรือถูตัวให้กัน

ยิ่งลิงด้วยแล้วการทะเลาะกันมักจะลงเอยด้วยการคืนดีกันเสมอ ถ้าเป็นชิมแปนซี ตัวที่แพ้จะเป็นฝ่ายเข้าไปคืนดี แต่ถ้าเป็นโบโนโบตัวที่ชนะมักจะเข้าไปง้อก่อน

 

พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลรองรับ สัตว์เหล่านี้รู้ดีว่า หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของกลุ่มทั้งหมด หากมีสมาชิกหนีออกไปเรื่อยๆ เพราะมีเรื่องมีราวกัน กลุ่มก็จะมีขนาดเล็กลง ทำให้หาอาหารได้น้อยลง และมีกำลังน้อยลงในการต่อสู้กับผู้รุกราน และถึงแม้จะไม่มีการหนีจากกลุ่ม แต่ถ้ายังมีความบาดหมางกันอยู่ ทั้งสองฝ่ายก็จะเกิดความกังวล และต้องคอยระแวดระวัง เพราะกลัวจะถูกทำร้าย ทำให้เกิดความเครียด ซึ่งมีผลต่อภูมิต้านทานในร่างกาย เคยมีการตรวจสอบร่างกายของสัตว์เหล่านี้ พบว่าการคืนดีนั้นช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เครียดน้อยลง

 

นักสัตววิทยาพบว่ายิ่งสัตว์มีการพึ่งพากันมากเท่าไร การปล่อยให้ความบาดหมางยืดยาวออกไป ย่อมก่อผลเสียต่อตัวเองมากเท่านั้น การศึกษาลิงบางชนิดพบว่า การคืนดีหลังการต่อสู้กัน มักจะเกิดกับคู่ที่มักจะช่วยกันหาอาหารมากกว่ากับคู่อื่นๆ

 

จะว่าไปแล้วนี้ ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ชนเผ่าดั้งเดิมพยายามหันหน้าเข้าหากัน เมื่อเกิดความขัดแย้ง

พวกเขารู้ดีว่าทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยกันถึงจะอยู่รอดได้ ถ้ามีความร้าวฉานเกิดขึ้น กลุ่มก็จะอ่อนแอและทุกคนก็อยู่ในความเสี่ยง

 

ระบบเศรษฐกิจการเมืองและเทคโนโลยีในสังคมสมัยใหม่ ทำให้ผู้คนสำคัญผิดว่า ตนเองสามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร เพียงมีเงินในกระเป๋าก็เอาตัวรอดได้ จะทำอะไรก็อาศัยเทคโนโลยี โดยไม่จำต้องงอนง้อใคร แต่นั่นเป็นภาพลวงตา เพราะถึงที่สุดแล้ว ความผาสุกของแต่ละคนไม่อาจแยกจากของส่วนรวมได้

 

ยิ่งโลกาภิวัตน์ทำให้คนทั้งโลกมาใกล้ชิดกันมากขึ้น ก็ยิ่งมีผลกระทบต่อกันมากขึ้น แต่ละคนอยู่ได้ด้วยตนเองก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ในระยะยาวแล้วย่อมไม่อาจแยกขาดจากส่วนรวมได้

 

สันติภาพและการคืนดีจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อตระหนักว่า เราทุกคนล้วนพึ่งพาอาศัยกัน ความผาสุกของผู้อื่นคือความผาสุกของเราด้วย

และที่จะลืมไม่ได้ก็คือการตระหนักว่า ความรุนแรงไม่ใช่สัญชาตญาณของมนุษย์เท่านั้น ความรักสันติก็เป็นสัญชาตญาณของเราด้วยเช่นกัน

แม้ว่าความขัดแย้งจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันเราก็คือ "เผ่าพันธุ์นักไกล่เกลี่ยคืนดี"

 

การเห็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้สัญชาตญาณใฝ่สันติของมนุษย์ มีโอกาสที่จะเติบโตทัดเทียม หรือยิ่งกว่าสัญชาตญาณใฝ่ความรุนแรง และสามารถนำพามนุษยชาติสู่สันติภาพอันยั่งยืนได้

 

หากเราย่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติที่ยาวนานกว่า 2 ล้านปีให้เหลือเพียง 24 ชั่วโมง มนุษย์เราได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความขัดแย้งมาตั้งแต่เช้ามืด ตลอดบ่าย เย็น และค่ำจนกระทั่งเกือบเที่ยงคืน ประวัติศาสตร์แห่งความรุนแรงจึงเกิดขึ้น โดยช่วงเวลาที่นองเลือดนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 1 นาทีก่อนเที่ยงคืนเท่านั้นเอง

 

คำถามก็คือเราจะปล่อยให้ 1 นาทีสุดท้ายนั้น พามนุษยชาติไปสู่จุดจบหรือเคลื่อนสู่วันใหม่ที่ดีกว่าเดิม?

 


ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๘

 

|
-
ที่ข้องเกี่ยว
ไบรอัน เฟอร์กูสัน
หนังสือ
Troubled Times: Violence and Warfare in the Past
กลับสู่ด้านบน
ปรับปรุงครั้งล่าสุด วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘
Copyleft 2005 by JitWiwat.org