จะตื่น (รู้) ทันไหม?! : คำตอบของอนาคตอยู่ที่ปัจจุบัน
(ขณะ) |
|
| โดย สรยุทธ รัตนพจนารถ |
|

งานประชุมสถาบันโนเอติกซายน์
(Institute of Noetic Sciences) ในมลรัฐเวอร์จิเนีย
สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ของคนที่สนใจเรื่องจิตวิวัฒน์จำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นักคิด นักปฏิบัติ นักวิจัย และผู้สนใจ พันกว่าคน ที่มาพบกัน
เพื่อนำเสนอความรู้ความเข้าใจล่าุดเกี่ยวกับการปฏิวัติจิตสำนึก
(consciousness revolution) สุขภาวะทางจิตวิญญาณ และกระบวนทัศน์ใหม่
บรรยากาศในงานเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างยิ่ง เพราะมากไปด้วยความคิดปรารถนาดีต่อโลก
ความรู้สึกที่ดูเหมือนเป็นเอกฉันท์ คือ โลกกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง
โดยในขณะเดียวกันก็มีความพยายาม ความสร้างสรรค์จากทั่วทุกภูมิภาคของโลกในการแสวงหาทางออก
แต่สิ่งที่ดูจะมีความคิดเห็นต่างกัน คือคำตอบที่ว่า
"โลกจะรอดวิกฤตครั้งนี้หรือไม่?"
ความรู้สึกของที่ประชุมคล้ายคลึงกับแนวของหนังสือ Waking
Up in Time ที่ ปีเตอร์ รัสเซลล์ ชวนให้ตั้งคำถามว่า
มนุษยชาติทั้งหมดจะตื่นขึ้นทันกับสถานการณ์ไหม? (สนพ.
สวนเงินมีมา โดยการสนับสนุนของโครงการจิตวิวัฒน์ พิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกวางจำหน่ายแล้ว)

ปีเตอร์ รัสเซลล์
รัสเซลล์ที่มีดีกรีทางฟิสิกส์ทฤษฎี และจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ใช้ความรู้ทางวิชาการหลากหลายแขนง ทั้งชีววิทยา ฟิสิกส์
ปรัชญา ศาสนา ฯลฯ อธิบายปรากฏการณ์ปัจจุบันที่ทำให้เกิดการมองโลกในแง่มุมใหม่ๆ
ดังนี้
1)วิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่นับวันจะดูเหมือนหมุนเร็วขึ้นไปๆ
ทุกที ส่งผลให้เกิดผลกระทบอันไม่พึงปรารถนา ในทุกระบบของสังคม
และสิ่งแวดล้อม
2)วิเคราะห์ว่ารากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงคือ การมีจิตสำนึกไม่ถูกต้อง
3)ทางออกของวิกฤตเบื้องหน้านั้นไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ
เครื่องยนต์กลไกภายนอก หากแต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน
เป็นการเปลี่ยนจิตสำนึกอย่างลุ่มลึก โดยท้ายสุด
4) นำเสนอแนวทางรูปธรรมของการขยายจิตสำนึก จากจิตอันคับแคบส่วนตัวไปสู่การมีจิตใหญ่
มีจิตวิวัฒน์
ลำดับการเล่าเรื่องชวนให้นึกถึงนักคิด นักปฏิบัติคนสำคัญของโลกเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว
คือ พระสมณโคดม ท่านก็กล่าวไว้ทำนองนี้ พระพุทธเจ้าได้อธิบายถึงความทุกข์ของมนุษย์
ถึงเหตุที่มาคือสมุทัย ความสิ้นไปแห่งทุกข์นั้นคือนิโรธ
และหนทางประเสริฐอันมีองค์แปดคือมรรค
ประเทศไทยนับถือคุ้นเคยกับพุทธแบบหินยาน บางครั้งอาจมองการปฏิบัติ
การบรรลุธรรม การแก้ปัญหาเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล บางครั้งก็เข้าใจผิดเห็นความเมินเฉย
ไม่ใส่ใจ ว่าเป็นอุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง)
หนังสือของรัสเซลล์ชวนให้เรามองเรื่องอริยสัจสี่ในระดับมนุษยชาติ
หรือในระดับโลก เห็นทุกข์ของโลก สมุทัยของโลก นิโรธของโลก
และมรรคของโลก
เรื่องนี้สอดคล้องกับทฤษฎีกายา (Gaia Theory) ที่พูดถึงโลกทั้งใบเป็นหนึ่งเดียวกัน
และมีจิตของโลกด้วย โดยเราอาจเปรียบเทียบว่าถ้าตัวเราประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ
จำนวนมาก โลกก็อาจเป็นเหมือนอย่างเราคือประกอบด้วยมนุษย์เป็นจำนวนมาก

สุขภาพที่ดีของเราต้องมาจากสุขภาพที่ดีของเซลล์ต่างๆ
สุขภาพที่ดีของโลกก็ต้องมาจากสุขภาพที่ดีของมนุษย์ในโลก
การที่ในประเทศไทยและทั่วโลกพบผู้ที่เป็นมะเร็งมากขึ้น
เซลล์ของเราเติบโตขยายขนาดมากเกินไป และแบ่งตัวไม่รู้จักหยุดกลายเป็นมะเร็ง
ชวนให้ตั้งคำถามว่า นี่เป็นภาพสะท้อนของการที่มนุษย์เพิ่มประชากรไม่หยุด
แถมแต่ละคนยังทั้งบริโภค ทั้งสะสมอย่างไม่รู้จักพอหรือไม่?
เซลล์มะเร็งนั้นขาดความเชื่อมโยงกับองคาพยพต่างๆ ของร่างกาย
ไม่สามารถสื่อสารกับสมองและส่วนต่างๆ ได้ ทำให้โตแบบไม่รู้จักพอ
โตจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่เซลล์นั้นอาศัยอยู่
เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิถีการดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ทุกวันนี้
กำลังทำให้เราแปลกแยกจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโลกมากยิ่งขึ้น
เป็นไปได้ไหมว่าการศึกษาที่เรียนแต่เรื่องนอกตัว แถมยังเป็นรายวิชา
เป็นชิ้นๆ กล่องๆ ขัดกับโลกของความเป็นจริงที่ทุกอย่างล้วนเป็นความสัมพันธ์
ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนที่ เชื่อมโยงกันทั้งหมด ทำให้เราไม่รู้จักตัวเองและไม่สามารถสื่อสารกับโลกได้
ท้ายสุดก็กลับมาเป็นผลร้ายต่อตัวเอง
หากเป็นเช่นนี้แล้ว มนุษย์ที่เป็นเหมือนเซลล์มะเร็ง
จะเรียนรู้ที่จะกลับมาสื่อสารกับโลกได้ไหม?
ตัวอย่างของคนที่เป็นมะเร็งแล้วหายได้ โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือทำเคมีบำบัด
เป็นความหวังว่ามนุษย์น่าจะยังมีศักยภาพในการเรียนรู้นี้อยู่
น่าสังเกตที่นักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการชั้นนำทั่วโลก
อย่างปีเตอร์ รัสเซลล์ (การปฏิวัติทางจิตสำนึก Consciousness
Revolution) เคน วิลเบอร์ (ทฤษฎีบูรณภาพ Integral Theory)
แดเนียล โกลด์แมน (ปัญญาทางอารมณ์ Emotional Intelligence-EQ)
หรือ ฟรานซิสโก วาเรลา (ทฤษฎีซานติอาโก Santiago Theory)
กำลังหันมาเห็นสมบัติล้ำค่าที่คนไทยมีอยู่ แต่ไม่ค่อยได้ใส่ใจอย่างจริงจังกับมันมานาน
หลายคนเดินทางมาฝึกถึงภูมิภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นทิเบต
อินเดีย หรือจีน
คนเหล่านี้ รวมถึงสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ เชื่อว่ามนุษยชาติมีศักยภาพในการสื่อสารกับโลกได้
มนุษยชาติทั้งหมดพ้นทุกข์ร่วมกันได้ ผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน
(Collective Transformative Learning) โดยประตูนั้นอยู่ที่การเปลี่ยนจิตสำนึก
จากจิตเล็กอันคับแคบ แยกส่วน และบีบคั้น ไปสู่จิตใหญ่อันกว้างขวาง
เชื่อมโยง และมีอิสรภาพ
ช่องทางหรือรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีได้หลากหลาย
เช่น การทำงานอาสาสมัคร กระบวนการทางศิลปะ-สุนทรียภาพ
การบริหารกายบริหารจิต เช่น โยคะ การเรียนรู้จากประสบการณ์เกี่ยวเนื่องกับความตาย
องค์ความรู้ทางศาสนา รวมไปถึงการเรียนรู้แบบจิตปัญญาศึกษา
(Contemplative Learning) ที่เป็นการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ
เชื่อมโยงกันในสามภาค คือ ภาคความรู้ ภาควิชาชีพ และภาคจิตวิญญาณ
แม้ว่าการปฏิวัติทางจิตสำนึกจะมีช่องทางที่หลากหลายมากมาย
แต่ล้วนมีหัวใจหรือแก่นร่วมกัน คือ การตื่นรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ
ปล่อยวาง ลดการยึดติดในอดีตและอนาคต
กลุ่มเซลล์มะเร็งมีศักยภาพที่จะกลับมาสื่อสารกับร่างกายอีกครั้ง
มนุษยชาติก็มีศักยภาพในการที่จะสื่อสารกับโลกอีกเช่นกัน
เพียงแต่พวกเราแต่ละคน และมนุษยชาติโดยรวม จะตื่น (รู้)
ทันไหม?!
ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๑๐ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๔๘

|