บทเรียนหนึ่งของการเป็นกระบวนการ จุดสุดยอดอยู่ที่การตั้งคำถาม?์ |
|
โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) NewConsciousness@thainhf.org
|
|
คืนวันหนึ่งหลังเลิกงานแล้ว พักผ่อนแล้ว ทานอาหารเย็นแล้ว
กระบวนกรในเชียงรายได้มารวมตัวคุยกัน ณ บ้านเปี่ยมรัก
เรื่องการจัดกระบวนการ "เขียนโลกใบใหม่"
สี่วันสามคืนให้กับองค์กรธุรกิจแห่งหนึ่ง เป็นการนั่งล้อมวงเพื่อทบทวนบทเรียน
อาจารย์ฌานเดช พ่วงจีน กล่าวถึงประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งเอาไว้ในการก้าวเข้าสู่จุดสุดยอดของการเป็นกระบวนกร
อาจารย์เฝ้าดูการโยนประเด็น โยนคำถามที่พลิกสถานการณ์
คำถามที่จะเป็นชนวนที่ทำให้การเรียนรู้แตกประเด็น
ระเบิดออก ปะทุและเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ดังเช่นระเบิดนิวเคลียร์
อะไรคือชั่วขณะดังกล่าว เราจะรู้ได้อย่างไร? ว่าอะไรคือประเด็น
ช่วงเวลาไหนคือช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจารย์คิดว่า ถ้าอาจารย์เข้าถึงสัมผัสอันพิเศษยิ่งนี้
อาจารย์จะเข้าถึงจุดสุดยอดของการเป็นกระบวนกร
คำถาม
ในกระบวนการเรียนรู้อย่างที่เราทำกัน เราจะให้ความสำคัญกับ
"คำถาม" ไม่แพ้ "คำตอบ" หรือบางทีอาจจะมากกว่า
คำตอบหนึ่งเดียว หรือคำตอบที่ตายตัวคงไม่ใช่วิถีแห่งการเรียนรู้ในวิทยาศาสตร์ใหม่
คำตอบที่ดีที่สุดคำตอบเดียวไม่มีอยู่ หากมีแต่คำตอบที่ใช้การได้หลายๆ
คำตอบ และความหลากหลายนั้นจะช่วยบ่มเพาะให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ
ขึ้นอีกไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือชีวิต นี่คือรูปแบบ
กระบวนการและโครงสร้างของชีวิตที่สร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา
คำถามกับปัญหา
ปัญหาไม่ได้เป็นอะไรที่เป็นกลางๆ ที่เราจะเข้าไปดู
เข้าไปแก้ไขกับมันได้อย่างสบายใจกระมัง แต่มันมักเป็นหลุมดำดึงดูดความรู้สึกด้านลบของผู้คน
และบางทีแทนที่จะแก้ปัญหา เรากลับเข้าไปทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก
คือการแก้ปัญหากลับกลายเป็นการเพิ่มปัญหา
อีกด้านหนึ่ง ปัญหาได้เข้ามาครอบงำทรรศนะมุมมองของเรา
และบางทีเราก็อาจจะติดข้องอยู่ในนั้น ไม่สามารถถอยหลังออกมาเพื่อจะมองเห็นภาพกว้างได้
พลังงานของเราและความคิดของเรากลับไปติดแหง็กอยู่ตรงนั้น
จมปลักอยู่กับปัญหานั้นๆ เอง
เราจะมีทางปลดปล่อยตัวเองออกมาจากการครอบงำนั้นได้หรือไม่?
อย่างไร?
คำถามกับการสืบค้นด้านบวก
แทนที่จะจมปลักอยู่กับปัญหา เราลองมาปรับเปลี่ยนมุมมอง
ด้วยการปรับเปลี่ยนคำถาม แทนที่จะถามถึงการแก้ปัญหา
เรามาถามถึงสิ่งที่เราปรารถนา หรือสิ่งที่เราใฝ่ฝันแทน
เราจะทำอย่างไร จึงจะไปถึงฝันของเราได้ แทนที่จะถามว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหา
เรากลับถามว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงฝัน? พลังของคำถามมันต่างกันไหม?
ความอยากจะตอบมันต่างกันไหม?
คำถามกับแรงบันดาลใจ
ทำอย่างไร? เราจึงจะปลุกเร้าแรงบันดาลใจของผู้คนขึ้นมาได้
ในองค์กรที่ปฏิบัติกับผู้คนดุจดั่งเป็นเครื่องจักร
มนุษย์กลายมาเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักร ที่เบื้อใบ้
ไร้คุณค่า ไม่มีบทบาทในความคิดริเริ่มใดๆ ไม่สามารถมีความคิดเห็นดัดแปลงสภาพแวดล้อมและการงานของตัวเองได้
เราต้องใช้เวลาเยียวยาผู้คนเหล่านี้ เปิดเวทีให้เสียงของพวกเขาได้ปรากฏ
ให้พวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของงาน คิดค้น
ออกแบบ เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม กระบวนการในการทำงานของตัวเองได้
และรู้สึกปลอดภัยที่จะทำเช่นนั้น โดยได้รับการเสริมย้ำในทางปฏิบัติว่าปลอดภัยจริง
และสิ่งที่พวกเขาคิดริเริ่มมีผลในทางปฏิบัติจริง เมื่อนั้นพวกเขาจะได้กลับมามีแรงบันดาลใจอีกครั้ง
อันเป็นสิ่งที่มีอยู่เดิมในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาตั้งแต่เกิดมา
คำถามกับปัญญาร่วม
ปัญญาร่วม หรือคอลเลคทีฟ อินเทลลิเจนซ์ (collective
intelligence) หรือคอลเลคทีฟ วิสดอม (collective wisdom)
นั้นไม่ใช่ปัญญาอันเกิดจากการคิดด้วยเหตุและผล ปัญญาอันเกิดจากการคิดด้วยเหตุและผลก็เป็นของดี
แต่มันมีข้อจำกัด มันตอบได้ดีเฉพาะปัญหาที่ลงตัว ที่ยังอยู่ในกรอบของคณิตศาสตร์ที่เป็นสมการเชิงเส้น
ในธรรมชาติของความเป็นจริงอันสลับซับซ้อน เราต้องการปัญญาที่เหนือชั้นกว่าปัญญาที่ว่าด้วยเหตุและผล
เหนือกว่าอินเทลเลค (intellect) หรือพุทธิปัญญา แต่ต้องมาจากการภาวนา
หรือการเฝ้าดูอย่างเนิ่นนาน เป็นปัญญาระดับญาณทรรศนะ
ที่เราไม่ได้คิดในจิตสำนึก หากบ่มอยู่ในจิตไร้สำนึกและโผล่ปรากฏขึ้นมาแบบปิ๊งแวบ
ปัญญาภาวนาที่กล่าวถึงนี้ ทำงานอยู่เหนือระดับเหตุผลออกไป
เมื่อได้มา มันจะมีความสมเหตุสมผลอยู่ในที่นั้นเอง
หากแต่ว่า มันจะเป็นคำตอบที่เหนือชั้นกว่า คือจะมีความพอดิบพอดีลงตัวได้อย่างประหลาด!
เราจึงเรียกมันว่า "ญาณทรรศนะ" หรือ "ปิ๊งแวบ"
เกาะติดนัวเนียก่อนตั้งคำถาม
ในวิทยาศาสตร์เก่า การสังเกตเรื่องราว ผู้สังเกตตั้งระยะห่างจากสิ่งสังเกต
ผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกสังเกตแยกขาดออกจากกัน วิทยาศาสตร์เก่าเอาอารมณ์ไปผูกพันไม่ได้
อารมณ์ถูกตีตราว่าเป็นสิ่งไม่ดี เหตุผลดี อารมณ์ไม่ดี
วิทยาศาสตร์ใหม่ เรารู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ และอารมณ์ก็คือปัญญา
ไม่ใช่อุปสรรค แต่หากเรารู้ว่าในความเป็นปกติ อารมณ์คือปัญญา
ในยามปกป้อง อารมณ์คืออุปสรรค เราก็จะเรียนรู้ปัญญาอารมณ์คือการรักษาความเป็นปกติในชีวิต
ในวิทยาศาสตร์เก่าผู้คนยังไม่ได้เรียนรู้ความข้อนี้
จึงมีปัญหาได้มาก แต่ไม่รู้ตัว
เราจะเรียนรู้การเกาะติดนัวเนียจาก ไท ชี ฉวน หรือวิชากำลังภายในที่ว่าด้วยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้มาก
คือ เมื่อเกาะติดนัวเนีย เราจึงอ่านแรงคู่ปฏิปักษ์ได้
เมื่ออ่านแรงได้ก็ควบคุมกำกับทิศทางแรงของปฏิปักษ์ได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น ปฏิปักษ์ก็ไม่สามารถทำร้ายเราได้เลย
เราจึงสามารถสลายความเป็นปฏิปักษ์ด้วยประการฉะนี้
ในการเป็นกระบวนกร เราต้องพร้อมจะเริ่มต้นใหม่เสมอ
เริ่มต้นใหม่อย่างไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา ไม่เอาประสบการณ์ในอดีตมาเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์
หรือความเข้าใจต่อเรื่องราวหนึ่งใด จึงสามารถเกาะติดนัวเนียกับกลุ่มคนได้อย่างล้ำลึก
รอคอยจังหวะที่จะเข้าไปหันเหทิศทางเพียงหน่อยหนึ่งด้วยการตั้งคำถาม
หันเหหรือกำกับหรือเร่งรัดอัตราการเรียนรู้ด้วยคำถาม
ในวงสุนทรียสนทนานั้น เมื่อทุกคนนิ่งฟังได้ เมื่อทุกคนเปิดพื้นที่
ห้อยแขวนการตัดสิน ช่องว่างแห่งความเงียบคือความเป็นไปได้ของญาณทรรศนะ
ที่จะไปปรากฏบนริมฝีปากใคร ผู้ใดก็ได้ ไม่มีข้อยกเว้นจริงๆ
เมื่อนั้นการเกาะติดนัวเนียจึงเป็นการเปิดโอกาสแห่งการเก็บเกี่ยว
ญาณทรรศนะ ที่กำลังจะโผล่ปรากฏ และจังหวะโอกาสของการป้อนคำถาม
ตลอดจนคำถามที่เหมาะสม ก็จะผุดพรายขึ้นในใจของกระบวนกรเอง
ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๑๗ กันยายน
๒๕๔๘