ความยุ่ง คือความขี้เกียจ (Busy-nees is Laziness) |
|
โดย เรจินัลด์ เรย์ (Reginald A. Ray) เขียน วิจักขณ์ พานิช แปลและเรียบเรียง แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) NewConsciousness@thainhf.org
|
|
ชีวิตที่แท้ผุดบังเกิดจากความเงียบอันเป็นพื้นฐานของการรับฟังด้านใน
ส่วนชีวิตในแบบทั่วไปที่เราเข้าใจกัน มันเป็นเพียงแค่ภาพมายา
สะท้อนแผนการที่ปรุงแต่งขึ้นจากส่วนเสี้ยวของเหตุปัจจัยภายนอก
เสียงบอกจากคนรอบกาย หรือสิ่งที่เราเลียนเอาอย่างจากชีวิตคนอื่น
อันภาพมายานั้นหาใช่ความเป็นตัวเราที่แท้จริงไม่
ชีวิตที่เต็มไปด้วยแผนล่วงหน้าเหล่านั้นเป็นชีวิตปลอมๆ
อันแข็งทื่อ ไร้การเรียนรู้ตอบสนอง มันไม่ได้สะท้อนถึงชีวิตตามแบบที่มนุษย์ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตผู้เขียนและบอกว่า "ฉันไม่มีเวลาพอที่จะฝึกสมาธิภาวนาหรอก
ชีวิตฉันยุ่งเหลือเกิน ตารางเวลาประจำวันแทบจะต้องวางแผนกันล่วงหน้าสามสี่เดือน
ชีวิตฉันมันเต็มจริงๆ ยุ่งขนาดที่ว่าเช้าจรดเย็นแทบไม่มีช่องว่างให้คิดเรื่องอื่นเลยนอกจากงาน"
ดูเหมือนว่าทิศทางของผู้คนในโลกสมัยใหม่ทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งเป็นไปในรูปแบบนี้กันทั้งนั้น
ลองหยุดคิดกันดูสักนิดว่า สิ่งนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า
"ชีวิต" จริงน่ะหรือ
"ชีวิต" ในแบบที่ว่านั้นมีคุณค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่กับจริงๆ
หรืออย่างไร
ในฐานะมนุษย์แห่งโลกสมัยใหม่ เรากำลังวิ่งหนีตัวเราเอง
เรากำลังใช้ความยุ่งของชีวิตเป็นข้อแก้ตัว เพื่อการหลีกเลี่ยงที่จะรู้จัก
และสัมผัสชีวิตมนุษย์ที่แท้...
พื้นที่ด้านในอันเป็นอิสรภาพของการรับรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ
กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เราไม่เคยรู้จัก และเราต่างก็หวาดกลัวกับการเข้าไปรู้จักพื้นที่อันนั้น
เป็นความจริงที่น่าเศร้า...
เรากลัวที่จะเรียนรู้ เรากลัวที่จะรู้จักตัวเอง...
ผู้คนในโลกสมัยใหม่ไม่สามารถทนอยู่คนเดียวได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะในงานอะไรก็ตามที่ต้องอาศัยความเงียบแห่งพื้นที่ภายในของความเป็นตัวเอง
และปราศจากสิ่งบันเทิงภายนอก
วิถีชีวิตที่ผู้คนสมัยนี้คุ้นเคยกลับเป็นชีวิตที่ไม่มีแม้แต่เพียงวินาทีเดียวที่คุณจะต้องอยู่คนเดียว
คุณต้องมีทีวีหรือคอมพิวเตอร์อยู่หน้าตัวตลอดเวลา
เรากำลังใส่ข้อมูลแห่ง "ความยุ่ง" ให้กับชีวิตจนเกือบจะถึงจุดที่มันพร้อมจะระเบิด
และเมื่อใดที่คุณบอกตัวคุณเองให้นั่งลง เพื่ออยู่กับตัวเองบ้าง
ก็จะมีเสียงต้านขึ้นมาทันทีว่า "ฉันทำไม่ได้
ฉันไม่มีเวลามากพอที่จะทำอย่างนั้นหรอก"
คนส่วนใหญ่ต่างก็เคยชินกับความคิดเช่นนี้จนมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาอะไร
เราไม่เคยหยุดที่จะเฝ้ามองชีวิตในความหมายที่แท้จริงเอาเสียเลย
จากพ่อแม่สู่ลูก วิถีชีวิตที่ไม่ถูกตั้งคำถามกำลังถูกถ่ายทอดสู่ลูกๆ
ของเรา และมันกำลังทำลายพวกเขาอย่างเลวร้ายที่สุด
ตารางชีวิตที่อันแน่น ซ้อมกีฬา ซ้อมดนตรี การบ้าน
สามชั่วโมงหน้าทีวี สามชั่วโมงหน้าคอมพิวเตอร์
ตารางเต็มเอี้ยดตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน พวกเขาแทบจะไม่ได้รู้จักเรียนรู้การอยู่กับความเงียบ
ซึ่งหมายถึงการให้พื้นที่กับตัวเอง อยู่กับตัวเองเพื่อการค้นหาและค้นพบ
นอกจากนั้น ปัญหาเดียวกันยังพบได้ในระบบการศึกษา
ที่ทั่วโลกกำลังเอาตะวันตกเป็นแม่แบบ ระบบการศึกษาที่ตั้งอยู่บนความอัดแน่นของข้อมูลที่เรากำลังยัดเยียดเข้าสู่ชีวิตของเด็ก
บวกกับค่านิยมของสังคมที่ไม่เหลือช่องว่างให้กับการค้นหาความหมายอันหลากหลายของชีวิต
กำลังผลักดันให้เกิดภาพของชีวิตที่ยุ่ง เป็นการประเมินค่าความมีประสิทธิภาพและความเต็มอย่างผิวเผินจากภายนอก
อีกทั้งพ่อแม่ยังผลักเอาความคาดหวังส่วนตัวอันเกิดจากการใช้ชีวิตอย่างยุ่งๆ
ที่ไม่เคยตั้งคำถามใดๆ ไปให้ลูก
วัฏจักรอันเลวร้ายจึงถือกำเนิดขึ้น เกิดเป็นวงจรอุบาทว์บนพื้นฐานของความกลัว..
ความกลัวที่ว่า คือความกลัวความว่าง ความกลัวพื้นที่ว่างของการเรียนรู้ชีวิต(Fear
of Space)
การฝึกฝนสมาธิภาวนา นั่งลงเงียบๆ กับตัวเอง โดยปราศจากกิจกรรมอื่นใด
นอกจากการเฝ้ามองชีวิตด้านในของเรานั้น เป็นเสมือนการถอดปลั๊กของวงจรชีวิต
มันเป็นกระบวนการง่ายๆ ที่ส่งผลย้อนกลับ ทำให้ชีวิตของเราเปิดกว้าง
ด้วยพื้นที่ว่างของการเรียนรู้ที่แท้ได้ก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้ง
เราจะต้องเข้าใจความมหัศจรรย์ของการฝึกฝนที่ว่านี้
และยินดีที่จะบอกตัวเองว่า การนั่งเฉยๆ อยู่กับตัวเอง
ก็ถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของชีวิต
กิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณของวัฒนธรรมแห่งโลกสมัยใหม่
คุณจะต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า คุณมีชีวิตนี้เพียงชีวิตเดียว
เมื่อคุณไม่ใส่ใจกับชีวิตที่ว่านั้น ไม่สามารถให้เวลากับมันแม้เพียงสั้นๆ
15 นาที ในการสร้างความสัมพันธ์ ทำความเข้าใจชีวิต
เมื่อนั้นคุณกำลังทำให้ทุกคนรอบข้างเป็นทุกข์
คุณต้องตระหนักเสียทีว่าชีวิตที่ไม่เข้าใจตัวเอง
เป็นชีวิตที่ไม่มีทางเข้าใจเพื่อนมนุษย์คนอื่น คุณกำลังทำร้ายคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว
ด้วยการเอาความยุ่งเป็นข้อแก้ตัวที่นำไปสู่การเพิกเฉย
ต่อการเรียนรู้จักตนเองและผู้อื่น
ความยุ่งบ่งบอกถึงจิตที่วุ่น เมื่อจิตวุ่นเสียแล้ว
คุณก็แทบจะไม่มีความรู้สึกของการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างแท้จริง
การละเลิกความคิดที่ว่า "ชีวิตที่มีค่าคือชีวิตที่ยุ่ง"
"ชีวิตว่างเป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์" ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเปิดใจเพื่อความเข้าใจชีวิตที่แท้
ชีวิตคือพื้นที่ว่างของการเรียนรู้
เมื่อเราพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความไม่รู้ในทุกขณะของชีวิต
เราก็จะตื่นที่จะรู้
การปล่อยวางความยุ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องกลายเป็นคนเฉยๆ
เฉื่อยๆ ไม่กระตือรือร้น ไร้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ
แต่มันหมายถึงการละเลิกความคิดปรุงแต่งที่กีดขวางการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในชีวิตอย่างตรงไปตรงมา
เราต้องปล่อยวางความกลัว ปล่อยวางการยึดมั่นในแผนการทั้งหลายทั้งปวง
เพื่อที่จะได้สัมผัสชีวิตที่แท้จริงกันกันเสียที
การปล่อยวางความคิด เพื่อสัมผัสชีวิตในแง่มุมที่ลึกซึ้ง
คือเป้าหมายของการฝึกจิตภาวนา
การปฏิบัติภาวนาไม่ใช่เรื่องนอกตัว ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา
ไม่ใช่กิจกรรมของการตัดขาดจากโลก
แต่มันคือกระบวนการพื้นฐานของการมองด้านใน และเข้าใจกระบวนการการรับรู้ของชีวิต
เราได้เห็นจุดที่เราไม่เคยมองเห็นมาก่อนในตัวเรา
แล้วพยายามที่จะเข้าใจมันอย่างถูกต้องมากขึ้น
การภาวนาคือการที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตตัวเองในแง่มุมที่ลึกซึ้ง
อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่ว่างภายในของชีวิต
อันเป็นบ่อเกิดแห่งการเรียนรู้อันศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่แสนจะธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
อาจจะเรียกว่า ordinary magic ก็ได้ มันเกิดขึ้นในทุกขณะที่เราได้สัมผัสถึงความธรรมดาและง่ายงามของชีวิต
ได้สร้างความสัมพันธ์กับความว่างที่เป็นบ่อเกิดของปัญญาและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น
ขอให้ทุกคนได้ให้โอกาสกับตัวเองในการเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเองให้มากขึ้น
ลองให้โอกาสกับการฝึกจิตภาวนาเป็นลำดับต้นๆ ในลิสต์
ให้คุณค่าของการเรียนรู้ที่จะเชื้อเชิญพื้นที่ว่าง
ให้กับสิ่งใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ผุดบังเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ
เมื่อนั้นเราก็จะได้สัมผัสถึงความมหัศจรรย์เหนือกรอบของความคับแคบแห่งตัวตนที่เราพยายามสร้างขึ้น
สู่ความหมายใหม่ของชีวิตและอิสรภาพของมนุษย์ที่แท้จริง
เรจินัลด์ เรย์(Reginald A. Ray) เริ่มต้นเรียนรู้พุทธศาสนาโดยการเป็นนักศึกษาดุษฎีบัณฑิต
ของคณะเทวศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก จนกระทั่งปี 1968
ได้อ่านหนังสือของ เชอเกียม ตรุงปะ เรื่อง เกิดในทิเบต(Born
in Tibet) จึงขอมาอยู่ฝึกฝนภาวนากับท่าน ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เวอมอนต์
เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาเอก ได้เป็นที่รู้จักต่อมาในฐานะนักวิชาการทางพุทธศาสนาที่ได้รับการเคารพอย่างสูงสุดคนหนึ่งในอเมริกา
อีกทั้งยังเป็นธรรมาจารย์อาวุโสในสายปฏิบัติของ เชอเกียม
ตรุงปะ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด
และมหาวิทยาลัยนาโรปะ สหรัฐอเมริกา มีงานเขียนทางวิชาการหลายเล่ม
เช่น ความจริงที่อันมิอาจถูกทำลาย(Indestructible
Truth) และ ความลับแห่งโลกวัชรยาน(Secret of the Vajra
World) ที่รวมเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
แนวความคิด และการปฏิบัติในพุทธศาสนาฝ่ายทิเบตไว้อย่างยอดเยี่ยม
ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๒๔ กันยายน
๒๕๔๘