ตรรกศาสตร์สมานฉันท์ |
|
โดย ชลนภา อนุกูล
|
|
ในปี ค.ศ. ๑๙๖๕ เมื่อศาสตราจารย์ล็อตฟี เอ ซาเดห์
แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องตรรกศาสตร์แบบฟัซซี
( Fuzzy Logic ) หรือตรรกศาสตร์สมานฉันท์ วงการวิทยาศาสตร์กระแสหลักก็ถึงกับสะเทือนหวั่นไหว
เพราะอะไรน่ะหรือ?
ตรรกศาสตร์ดั้งเดิมนั้นมีรากฐานมาตั้งแต่สมัยอริสโตเติล
ผู้ก่อตั้งระบบตรรกศาสตร์แบบทวิภาค ค่าความจริงทางคณิตศาสตร์มีได้เพียงหนึ่งค่าเท่านั้น
นั่นคือ ถูกหรือผิด ขาวหรือดำ ตรรกศาสตร์แบบขาว/ดำนี้ได้หยั่งรากมั่นคง
และเป็นพื้นฐานสำคัญของวิทยาศาสตร์แบบนิวตันจนถึงปัจจุบัน
เมื่อซาเดห์กล่าวว่า ค่าความจริงมีได้หลายระดับ ไม่ได้มีเพียงถูกหรือผิด
ขาวหรือดำ เท่านั้น
เขาก็ถูกโจมตีจากนักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกอย่างรุนแรง
แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักวิทยาศาสตร์ทางตะวันออก
เขาได้รับเชิญไปบรรยายที่ญี่ปุ่น และนับแต่นั้น วงการวิจัยของญี่ปุ่นก็ทุ่มเทให้กับตรรกศาสตร์แบบ
ฟัดจี้ นวัตกรรมใหม่ล่าสุดของโลกล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์นี้
ว่ากันว่า ในขณะที่รถไฟฟ้าชินคันเซ็นของญี่ปุ่น
ซึ่งมีระบบออกตัวและเบรคที่ดีที่สุดของโลกถูกสร้างโดยตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์นี้
วิศวกรผลิตรถรางไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่นิวยอร์กยังไม่เคยได้ยินคำว่า
ฟัซซี ด้วยซ้ำไป ปัจจุบันนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าแทบทุกชนิด
นับตั้งแต่เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ
กล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ เครื่องดูดฝุ่น ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์อันซับซ้อน
ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์
ซาเดห์เองได้รับรางวัลเกียรติคุณจากหลายแห่ง รางวัลสูงสุดก็คือ
เหรียญเกียรติยศจากไอทริปเปิลอี ซึ่งเทียบได้กับโนเบลทางด้านคอมพิวเตอร์
ซาเดห์ไม่ใช่บุคคลแรกที่กล่าวว่าค่าความจริงมีได้หลายระดับ
พระพุทธเจ้าเคยกล่าวว่าโลกล้วนประกอบด้วยคู่ตรงข้าม
เต๋ากล่าวว่าในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน หรือที่ติช
นัท ฮันห์กล่าวว่า ก ประกอบด้วย ก และ สิ่งที่ไม่ใช่
ก นักคิดตะวันตกอย่างพลาโต เฮเกล มาร์กซ์ เองเงล
และลูคาซีวิคซ์ ก็กล่าวว่า เส้นแบ่งระหว่างสีดำและสีขาวล้วนประกอบด้วยสีเทาจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าซาเดห์เป็นบุคคลแรก
ที่สามารถเชื่อมต่อโลกทรรศน์ที่ไม่แบ่งแยกเข้ากับระบบคณิตศาสตร์ร่วมสมัยได้สำเร็จ
ตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า การทำความเข้าใจโลก
หรือระบบปัญหาอันซับซ้อน จำต้องใช้ความคิดที่พ้นไปจากการแบ่งแยกเพียงขาว/ดำ
ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงล้วนตั้งอยู่บนทัศนะที่ว่าฝ่ายเราถูก
อีกฝ่ายผิด เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม
ความเป็นมนุษย์ของเขาจะถูกทำลาย เพื่อที่อีกฝ่ายหนึ่งจะมีความชอบธรรม
ในการปฏิบัติกับเขาอย่างสิ้นไร้ความยึดถือความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย
ทัศนะเช่นนี้เกิดจากการแบ่งถูก/ผิดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นคนกระทำผิด ก็มองเห็นว่าผิดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
มองไม่เห็นความดีอื่นเลย หากประกอบด้วยอารมณ์โกรธเกลียดเข้าด้วยแล้ว
คนที่กำลังโกรธกำลังเกลียดยิ่งมีพฤติกรรมแยกส่วนชัดเจน
คือ มองเห็นว่าคนที่ตนกำลังโกรธหรือเกลียดนั้น ประกอบด้วยความเลวร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์
มนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์จึงถูกประหารเข่นฆ่าได้
ถูกทำร้ายได้ ถูกทุบตีได้ นาซีเยอรมันที่เข่นฆ่าชาวยิวกว่าหกล้านคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ก็เพราะไม่ได้มองว่าคนยิวเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับตน
คนยิวกลายเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ เพราะสิ้นไร้ความดีงามในสายตาของพวกนาซี
มนุษย์ที่ประหารชีวิตซึ่งกันและกันในทุกวันนี้ก็เพราะมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันนั่นเอง
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ความขัดแย้งระหว่างอิสลามและโลกตะวันตกก็เป็นเช่นเดียวกัน
ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยสมัยสิบสี่ตุลา
หกตุลา ยี่สิบสี่พฤษภา ก็เป็นเช่นเดียวกัน ความเชื่อที่ว่าวัฒนธรรมจำต้องปะทะกันของฮันติงตัน
ก็เป็นเช่นเดียวกัน ความขัดแย้งนี้ล้วนเกิดจากตรรกศาสตร์ดำ/ขาวนั่นเอง
ตรรกศาสตร์สมานฉันท์ที่ยอมรับว่าสัจจะความจริงมีหลายระดับ
พ้นไปจากความสุดโต่ง และได้นำพามนุษย์ไปสู่ความจำเริญอย่างยิ่งยวด
ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า
ตรรกศาสตร์สมานฉันท์นั้นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเลื่อนลอย
ไม่ฝืนกฎธรรมชาติ ทั้งยังช่วยทำความเข้าใจปัญหาอันซับซ้อนในโลกได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
เมื่อมองเห็นความแตกต่างหลากหลาย ตรรกศาสตร์แบบทวิภาคจะมองเห็นเส้นแบ่งแยกที่ชัดเจน
ทำให้มองข้ามสิ่งที่ถูกแบ่งแยก แต่ตรรกศาสตร์แบบสมานฉันท์จะมองเห็นความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว
มองเห็นสรรพสิ่งที่ไม่แบ่งแยก ทั้งปฏิเสธการตั้งคำถามเรื่องความแตกต่าง
หากตั้งคำถามถึงหนทางที่จะพบกับสันติภาวะร่วมกัน ตรรกศาสตร์สมานฉันท์มิใช่สัจจะสมบูรณ์
หากเป็นหนทางหนึ่งที่มนุษย์ย่อมอาจเลือกได้ เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤติ
ดังเช่น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานมาหลายสิบปี
ย่อมไม่อาจแก้ไขได้ด้วยเผด็จการทางสัจจะที่ย่นย่อความจริงให้เหลือเพียงถูก/ผิด
หากต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องความจริงหลายระดับ และแม้จะนับถือพระเจ้าคนละองค์
ก็ต้องไม่ละทิ้งศรัทธาว่ามนุษย์ย่อมพูดคุยเจรจากันได้
ถ้าคุยกันไม่ได้ล่ะ? ท่านทะไล ลามะเคยตอบคำถามนี้ว่า
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงต้องปล่อยให้ทะเลาะกัน รบกัน
เดือดร้อนมากขึ้น ตายกันมากขึ้น สูญเสียมากขึ้น จนกระทั่งถึงจุดที่ว่า
ทนทานกับสภาพความขัดแย้งนี้อีกต่อไปไม่ได้ เมื่อนั้นผู้คนอาจจะเข้าใจโทษแห่งความขัดแย้ง
และมุ่งสู่สันติภาวะมากขึ้น ตรรกศาสตร์สมานฉันท์จึงโอบกอดความสุดโต่งไว้ในอ้อมแขนด้วยเช่นกัน
ตรรกศาสตร์ที่ยอมรับได้ กระทั่งความคลุมเครือและสุดโต่ง
ถือได้ว่าเป็นตรรกศาสตร์ใจกว้างยิ่ง โลกทรรศน์ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบตรรกศาสตร์สมานฉันท์
จึงเป็นสิ่งที่นำไปสู่วัฒนธรรมสันติภาพ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย
ไม่แบ่งโลกออกเป็นส่วนให้เหลือเพียงดำ/ขาว ถูก/ผิด
ส่วนหนึ่ง/ทั้งหมด มองเห็นความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวของสรรพสิ่ง
ยอมรับความดำรงอยู่ของสิ่งที่แตกต่างจากตน เป็นหนทางที่เอื้อต่อความกรุณา
เป็นเครื่องมือทางปัญญาของมนุษย์ในการก้าวล่วงพ้นไปจากกลียุคแห่งความรุนแรงทั้งกาย
วาจา ใจ
ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๑ ตุลาคม
๒๕๔๘