จิต (ที่) อิสระ |
|
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์
|
|
"ชีวิตที่มีอิสรภาพหลุดออกไปจากโครงสร้างต่างๆ
ที่กดทับเรามากแค่ไหนก็จะยิ่งพบกับความสุขมากเท่านั้นและสามารถเป็นความสุขแบบ
ฉับพลัน (Instant Happiness) ได้อีกด้วย"
ท่าน อ.หมอประเวศ วะสี ได้เคยอธิบายอย่างกว้างๆ เกี่ยวกับ
"จิตวิวัฒน์" ว่าคือจิตที่ใหญ
จิตที่ไม่คับแคบ และอาจารย์เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า
"ชีวิตที่มีอิสรภาพหลุดออกไปจากโครงสร้างต่างๆ
ที่กดทับเรามากแค่ไหนก็จะยิ่งพบกับความสุขมากเท่านั้นและสามารถเป็นความสุขแบบฉับพลัน
(Instant Happiness) ได้อีกด้วย"
ตามความเข้าใจของผู้เขียน "ความหมายหนึ่ง"
ของ "จิตวิวัฒน์" จึงน่าจะหมายถึงการมี
"จิตที่เป็นอิสระ" เพื่อชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น
ผู้เขียนคิดว่าคำอธิบายเรื่อง "จิตวิวัฒน์"
เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ง่ายนักเพราะเป็นเรื่องของการ
มองโลกแบบคนละใบ อ.จุมพล พูลภัทรชีวิน ก็ได้พยายามอธิบายความหมายบางอย่างไปบ้างแล้ว
ในบทความชิ้นก่อนๆ ในฐานะนักเขียนคนหนึ่งได้เลือกที่จะลองทำหน้าที่นี้ดู
ผู้เขียนอยากจะลอง
อธิบายความหมายหนึ่งของ "จิตวิวัฒน์" ว่าอาจจะหมายถึง
"จิตที่อิสระ" ดูว่าอาจจะช่วยให้เกิด
ความเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นได้บ้าง และก็ขอปวารณาตัวว่าที่เลือกทำหน้าที่นี้ในบทความชิ้นนี้ไม่มีเจตนาอวดดีหรืออวดรู้ว่าผู้เขียนหรือ
กลุ่มจิตวิวัฒน์จะมี "จิตที่อิสระ" มากกว่าคนอื่นๆ
หรืออะไรทำนองนั้น แต่เพียงอยากจะลองนำเสนอความคิดเห็นบางมุมเพื่ออธิบายถึงแนวทางที่พวกเรากำลังพยายาม
กระทำและยังต้องเรียนรู้กันอยู่เท่านั้น
ในสภาพสังคมปัจจุบัน ดูเผินๆ เหมือนกับว่าพวกเราก็มี
"อิสรภาพ" กันดีอยู่แล้ว ใครอยากจะพูดอะไร
เขียนอะไรก็ทำได้ในขอบเขต ใครอยากจะทำค้าขายอะไรก็ทำได้
ใครอยากจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ทำได้
แต่ถ้าพวกเราลองมาตรึกตรองดูกันดีๆ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเราส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันนี้
"ไม่เป็นอิสระ" หรือ "ไม่มีอิสรภาพ"
เอาเสียเลย
เราอาจจะมีสังคมที่ให้อิสระทุกอย่างตามขอบเขตที่เหมาะสม
แต่คิดดูให้ลึกๆ และลองถามตัวเองอย่าง
ตรงไปตรงมา "เรามีอิสรภาพจริงหรือ?" หรืออีกนัยหนึ่งเรามี
"จิตที่อิสระ" มากพอแล้วหรือยัง เพราะจริงๆ
และลึกๆ แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าบางทีเราเหมือนกับว่าได้ตก
"เป็นทาส" ของอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ
และเราก็ปลอบตัวเองว่าเรามีอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้
ผู้เขียนคิดว่า "อิสรภาพด้านใน" จึงเป็นเรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญด้วย
เราจะไม่ได้ "อิสรภาพอย่างแท้จริง"
ตราบเท่าที่เรายังไม่มี "อิสรภาพด้านใน"
หรือ "จิตที่เป็นอิสระ"
คำถามที่อยากจะยกมาเพื่อความเข้าใจในประเด็นนี้ก็คือ
อยากจะให้ลองสำรวจชีวิตของพวกเราที่ผ่านมา เอาเป็นว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้ว่า
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้คำถามข้อแรกคือ "ตัวเราได้ทำสิ่งที่อยากทำ"
มาก-น้อยแค่ไหน และคำถามข้อที่สองคือ "ตัวเราต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ"
มาก-น้อยแค่ไหน
คิดว่าสองคำถามนี้น่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ระดับหนึ่งถึง
"มีอิสรภาพที่แท้จริงในชีวิต" ของพวกเรา
สมมติฐานของผู้เขียนก็คือว่า หนึ่ง คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้ทำสิ่งที่อยากทำ
สอง คนส่วนมากกว่านั้นยังต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ
ผู้เขียนชอบท่อนหนึ่งในหนังสือที่ชื่อ The Earth
Path มาก เป็นหนังสือที่เขียนโดย สตาร์ฮอว์ก (Starhawk)
ซึ่งเป็นนักสังคมบำบัดที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา
มีส่วนที่เชื่อมโยงกับเรื่อง "จิตที่เป็นอิสระ"
นี้เป็นอย่างดี เธอบอกไว้ว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากมายระหว่างคำว่า
"I have to" กับ "I choose to"
ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างมากเพราะการที่เราจะเลือกใช้คำขึ้นต้นว่า
"ผมจำเป็นต้อง....." กับ "ผมเลือกที่จะ....."
จะส่งผลที่ไม่เหมือนกันเลย เป็นต้นว่า
"ผมจำเป็นต้องอดทนทำงาน ที่ผมต้องทำเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว"
กับ "ผมเลือกที่จะทำงาน
เพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว" สองประโยคนี้ให้ความหมายที่แตกต่างกัน
"หนูจำเป็นต้องมีมือถือเพราะเพื่อนเขามีกัน"
กับ "หนูเลือกที่จะมีมือถือเพื่อใช้งาน"
สองประโยคนี้ให้ความหมายที่แตกต่างกันเพราะมือถือแบบประโยคแรกจะเป็นมือถือที่แข่งขันกัน
ราคาสูงแข่งกัน ทันสมัยแบบถ่ายรูปได้ อัดเสียงได้
เล่นเพลงได้ แต่มือถือแบบที่สองจะเป็นมือถือที่ใช้ติดต่อสื่อสารจริงเท่านั้น
หรือแม้แต่เรื่องราวในด้านลบบางอย่างก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของวิธีคิดและอิสรภาพ
เช่น "หนูจำเป็นต้องแต่งตัวโป๊เพราะใครๆ เขาก็แต่งกันแบบนั้น"
กับ "หนูเลือกที่จะแต่งตัวโป๊เพราะอยากจะแต่ง"
การกระทำสองอย่างนี้แสดงถึงอิสรภาพด้านในที่แตกต่างกัน
หลายคนต้องทำงานหนักเพื่อทำมาหากิน ก็จะบอกว่าเขาเหล่านั้นไม่มีทางเลือกถ้าไม่ทำแบบนั้นก็จะไม่มีกิน
หลายคนต้องขี้โกงก็บอกว่าเป็นเพราะเขาไม่มีทางเลือก
ถ้าไม่ทำแบบนั้นก็จะอดตาย บางคนบอกว่า
"เราอยู่ในโลกของทุนนิยม เราไม่มีทางเลือก เราต้องเป็นไปตามกระแสโลก"
แบบนี้จะเป็น "จิตที่อิสระ" ได้อย่างไรกัน
เวลาที่เราใช้คำขึ้นต้นว่า "ผมจำเป็นต้อง....."
หรือ "ดิฉันจำเป็นต้อง....." นั่นหมายความถึงความไม่มีอิสรภาพ
ความที่จะต้องตกเป็นทาสของสถานการณ์อะไรบางอย่างที่ช่วยไม่ได้หรือที่มักจะพูดกันเสมอว่า
"ไม่มีทางเลือก" และโดยลึกๆ แล้วนั่นจะหมายความถึงความพยายามที่จะไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
โทษสถานการณ์ โทษคนอื่น โทษคนรอบข้าง แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย
ในทางตรงกันข้ามเมื่อเราใช้คำขึ้นต้นว่า "ผมเลือกที่จะเป็นอย่างนั้น"
หรือ "ดิฉันเลือกที่จะเป็นอย่างนี้" นั่นหมายถึงการให้ความสำคัญกับตัวเอง
ให้สิทธิตัวเองในการเลือก มีอิสรภาพในการเลือกและพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำอย่างเต็มที่หากว่าเกิดเรื่องราว
ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่โยนความผิดไปให้คนอื่น ไม่โทษสถานการณ์
ไม่โทษคนรอบข้างว่าทำไม่ดีทำให้
เราต้องเป็นแบบนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้วการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น
"เราทุกคนมีอิสระที่จะเลือกได้เสมอ"
ยิ่งเรามี "อิสรภาพ" มากเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้สึกเบาสบายที่ไหล่ทั้งสองของเรามากขึ้นเท่านั้น
เพราะเรา
ไม่ต้องแบกโลกเอาไว้อีกแล้ว เราเพียงทำหน้าที่ของเราตามความเหมาะสม
ตามสถานการณ์ และเรารู้ว่าเราเลือกที่จะแบบนั้นและเราจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรากระทำอย่างเต็มที่
ยิ่งเรามี "อิสรภาพ" มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมองเห็นโอกาสใหม่ๆ
มากมายเกิดขึ้นเท่านั้น เราจะมองเห็น
ความเป็นไปได้หลายๆ อย่างได้เอง เราจะเข้าใจได้ว่าเราสามารถไว้ใจชีวิตได้อย่างไม่มีเงื่อนไข
ยิ่งเรามี "อิสรภาพ" มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีการเรียนรู้
มีความคิดสร้างสรรค์ได้มากเท่านั้น เราจะมีทาง
เลือกมากมายเพราะแม้แต่ "อิเล็กตรอน" ที่ดูเหมือนจะเป็น
"เพียงวัตถุ" ในมุมมองแบบหนึ่งก็สามารถเลือกได้ว่ามันอยากจะเป็นคลื่นหรืออยากจะเป็นอนุภาค
อย่างไรก็ตามผู้ที่มี "จิตอิสระ" นี้จะเข้าใจความหมายของ
"อิสรภาพ" ว่าไม่ใช่การทำอะไรตามใจตัวฝ่ายเดียว
และผมจะขอไม่ลงไปถกเถียงในประเด็นนี้ในบทความนี้
ต่างๆ เหล่านี้อาจจะเป็นความหมายหนึ่งของ "จิตวิวัฒน์"
ที่หลายๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นจะต้องมี จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นมาในวิวัฒนาการของมนุษย์
ณ เวลานี้
ผมไม่ทราบว่า "จิตที่เป็นอิสระ" นี้จะช่วยให้โลกรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญครั้งนี้ได้หรือไม่
แต่ที่แน่ๆ
ก็คือ "จิตที่เป็นอิสระ" จะสามารถช่วยให้เรารู้สึกมีพลังมีความสดชื่นและมีความสุขมากขึ้น
และมองเห็นโอกาสต่างๆ ที่สร้างสรรค์มากมายได้เหมือนอย่างที่ท่าน
อ.หมอประเวศ วะสี ได้กล่าวถึงไว้ในข้างต้นจริงๆ
ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันที่ 15 ตุลาคม ๒๕๔๘