จิตวิญญาณนั้นมีค่า อย่าคิดขาย |
|
โดย สุมน อมรวิวัฒน์ วันเสาร์ที่
๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘
|
|
"มนุษย์ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่ม มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี
ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน"
หลังบ้านของยายมีหนองน้ำกว้าง ยายลงหลักปักผักบุ้งไว้แปลงใหญ่
ทั้งเอาใจใส่ดูแลจนมัน
งามทอดยอดอวบสะพรั่งทุกเช้ายายพายเรือเล็กออกไปเก็บผักบุ้ง
ยายเด็ดทุกยอดอย่างมีความสุข
มันคือน้ำพักน้ำแรงของยาย ยายเรียงยอดผักค่อยๆ มัดเป็นกำไม่ให้ช้ำ
เมื่อนำผักบุ้งไปขายทั้งหมด
มันก็ต่อชีวิตของยาย
โรงเรียนปิดเทอม หลานวัยรุ่น 3-4 คน มาอยู่กับยาย
ทุกเช้าเขาพากันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง
ดึงทึ้งทั้งก้านแก่และยอดอ่อนอย่างสนุก พอได้เต็มลำเรือก็ขยุ้มมัดลวกๆ
เอาไปกองขายไม่ได้ราคา
กอผักบุ้งในหนองน้ำก็เหี่ยวเฉา เงินที่ได้ก็ไม่ถึงมือยาย
ความสุขของยายได้หายไปแล้ว หลานเห็นผักบุ้งเป็นของเล่น
แต่สำหรับยาย ผักบุ้งเป็นยิ่งกว่าผัก
มันเป็นจิตวิญญาณของยาย
สล่าคำแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์นานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางน่ารักน่าชังเหมือนมีชีวิต
สล่าคำเหลาเกลากลึงเต็มฝีมือ ทำเพราะรัก เพลิดเพลินในงาน
และใส่จิตวิญญาณลงไป เขาทำงานไป
ตามกำลังที่มี ผลงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีเงินพอใช้
สล่าคำก็มีความสุขพอสมควร
พ่อค้ามาซื้องานของสล่าคำไปทำต้นแบบ แล้วก็ทำพิมพ์หล่อออกมาด้วยวัสดุอื่น
ผลิตจากโรงงาน
เป็นร้อยเป็นพัน เขาแบ่งกำไรส่วนน้อยให้สล่าคำ เงินส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้านายทุน
ตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้น
เป็นตุ๊กตาโหล ไร้จิตวิญญาณ ขาดลักษณะเฉพาะตัว สล่าคำมีเงินมากขึ้น
แต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจ
ได้หายไปเสียแล้ว
สาวใหญ่เป็นช่างเสริมสวย เธอเบื่อและเซ็งในงานที่ทำจำเจ
ทุกวันทำงานซ้ำๆ ยืนสระผม เป่า เซ็ตผม
กวาดพื้น ซักผ้าขนหนู งานอะไรไม่สร้างสรรค์เลย เธอแต่งผมคนแล้วคนเล่า
เหมือนลูกค้าเป็นหุ่น
ตัวเธอเองก็ทำงานเหมือนหุ่นเช่นกัน บรรยากาศในร้านดูทึมๆ
และซึมๆ ร้านเสริมสวยร้านนี้ไม่น่าเข้า
ดูไม่มีชีวิตชีวา
จิตวิญญาณของงานบริการคือความยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจ
และมีความสุขที่ได้พบผู้มาใช้บริการ
สร้างสัมพันธภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมสะอาด และบรรยากาศรื่นรมย์สบายใจ
ครูสังคมสอนนักเรียนให้วาดรูปอย่างมีความสุข นักเรียนได้ฟังเพลง
ฝึกคิดจินตนาการ สังเกต
สิ่งแวดล้อมและหัดใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง นักเรียนวาดรูปอย่างรื่นรมย์
ผลงานมีสีสัน ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา ครูสังคมมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
หมู่บ้านเศรษฐีราคาบ้านหลังละสามสิบล้าน ทุกบ้านก่อกำแพงสูง
ต่างคนต่างอยู่ บ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน
บ้านหนึ่งเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง เพื่อนบ้านเขียนจดหมายไปใส่ตู้รับหนังสือพิมพ์ว่ารำคาญเสียงสุนัขเห่ามาก
ถ้าไม่ห้ามสุนัขเห่า เขาจะฟ้องเจ้าหน้าที่เขตให้มาจับสุนัขไป
หมู่บ้านนี้เหมือนหมู่บ้านร้าง เงียบเหงา เห็นแต่ยามหน้าตาถมึงทึง
ขี่จักรยานตรวจตราอยู่นานๆ ครั้ง
หมู่บ้านเศรษฐีนี้มีราคา แต่ไม่มีจิตวิญญาณของชุมชน
มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีบริเวณกว้างใหญ่ อาคารสูง
สนามกีฬาในร่ม สระน้ำ หอสมุด ฯลฯ พร้อม
บริบูรณ์ คณาจารย์มีหน้าที่สอน นักศึกษามีหน้าที่เรียนแล้วสอบให้ได้
ทุกเวลาว่างจะจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ นักศึกษาแต่งเครื่องแบบที่ไม่ใช่เครื่องแบบ
ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่แสวงหาความรู้ คณาจารย์ไม่มีงานวิชาการ
ไม่วิจัย ไม่สนใจที่จะช่วยสร้างสรรค์สถาบันสู่ความเป็นเลิศ
ถ้าคณบดีมอบหมายภารกิจ เขาจะถามว่าได้ค่าตอบ
แทนเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าเราจะช่วยกันทำงานให้ดีได้อย่างไร
มหาวิทยาลัยนั้นเป็นองค์กรที่ขาดจิตวิญญาณ เป็นองค์กรที่มีอาการป่วย
ต้องการสร้างเสริมสุขภาวะ
ของหน่วยงาน
จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบรรยากาศทางวิชาการ
กิจกรรมการเรียนการสอนที่ทั้งคร
ูและศิษย์ค้นคว้า เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา จัดการความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่
ฝึกการใช้ปัญญาคิด
วิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมรวมถึงคุณค่าของบัณฑิตที่มีคุณภาพ
จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย คือ การที่สถาบันมีความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม
นิสิตนักศึกษาได้
เรียนรู้สภาวะแวดล้อม ปัญหาของสังคม และได้ฝึกจิตอาสาสมัคร
ในการร่วมพัฒนาชีวิตชาวบ้าน
มหาวิทยาลัย คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ประชาคม ชุมชน
ต่างก็ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
มีจิตวิญญาณรวมกัน
กลับมาเรื่องหุ่นอีกครั้ง เมื่อเราได้ดูโขนและหุ่นกระบอก
แม้ว่าคนจะสวมหัวโขน หุ่นจะถูกเชิดถูกชัก
แต่สีหน้าท่าทางของหุ่นทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี
คนเชิดหุ่นเขาฝึกซ้อมจน
เชี่ยวชาญ ฝึกฝน พัฒนา ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปกับการเชิดจนบรรสานสอดคล้องกันระหว่างคนกับหุ่น
เป็นหนึ่งเดียว หุ่นจึงไม่เป็นเพียงหุ่น มันมีบทบาท
มีจิตวิญญาณ
ต่างจากคนแท้ๆ คนเป็นๆ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่คิด
ไม่ตระหนักในบทบาทภารกิจของตน เพียงมีเหยื่อ
หรืออามิสสินจ้างมาหลอกล่อ เขาก็ยอมเป็นร่างทรงให้มีคนเชิดอยู่ข้างหลัง
คนประเภทนี้มีชีวิตแต่เหมือนหุ่น เขาขาดจิตวิญญาณที่สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง
ในวงการศึกษาและการเมืองมีข้อเสนอที่ซ้ำซากว่า ประเทศของเราต้องมีกระบวนการปลูกฝังจิตวิญญาณ
ประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่จะมีความหมายอะไรถ้าการบริหารบ้านเมืองและเนื้อหาในหลักสูตรการ
ศึกษาเป็นเพียงบอกนิยาม
ความหมายของประชาธิปไตยเท่านั้น วิถีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน
บรรยากาศการบริหารการศึกษา
มิได้เอื้อต่อสิทธิและโอกาสของคนต่างสถานะที่จะสามารถพัฒนาตนไปจนเต็มตามศักยภาพของเขา
บรรยากาศทางการเมืองยังขาดสามัคคีธรรม นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางอุดมการณ
์ประชาธิปไตยได้ ยังคงมีบรรยากาศของความหวาดระแวงและกลวิธีที่ไม่โปร่งใส
มีการยอมสยบต่อ
อิทธิพลและอำนาจ การปฏิรูปการศึกษาและทางการปฏิรูปการเมืองจึงเห็นผลน้อย
เพราะยึดติดอยู่กับเนื้อหา แต่ไม่ลงลึกถึงกระบวนการและเสนอแบบอย่างที่ชัดเจน
รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งได้ส่งคนไปถามกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครว่า
รู้ความสำคัญของ
วันที่ 14 ตุลาคมหรือไม่ ผลคือผู้ตอบเกือบทั้งหมดมีสีหน้างงงวย
มีคำตอบที่น่าขัน เช่น 14 ตุลาคม
หมายถึงวันที่ 10+4 เป็นต้น
จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกำลังจะจางหายไป
ใครบ้างในบ้านเมืองนี้รู้สึกเดือดร้อน
กรณีตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าว ช่วยให้พอจะอนุมานได้อย่างกว้างๆ
ว่า จิตวิญญาณนั้นประกอบด้วยจิตใจ
ความรัก ความผูกพัน ความตระหนัก และสำนึกในคุณค่า
หน้าที่ ความสุขสงบ พอเพียง มีชีวิตชีวา ไม่เห็นแก่ตัว
คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สภาวะของจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน
อบรมตนอย่าง
ต่อเนื่องยาวนาน
จิตวิญญาณไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ภูตผีปิศาจ หากแต่เป็นสภาวะของจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว
มีความประณีต
เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เข้าใจและร่วมใจกัน เป็นนามธรรมภายในที่สามารถแสดงออกมาทางอารมณ์
ความรู้สึก พฤติกรรม และการปฏิบัติภารกิจ ขยายความให้กว้างขึ้นอีก
จิตวิญญาณก็เป็นต้นธารของ
ความเมตตากรุณา สุนทรียภาพและความสงบสุขทั้งในส่วนตนและสังคม
แม้ว่าจะพยายามอธิบายเรื่องจิตวิญญาณตามนัยของภาษาและถ้อยคำ
แต่จิตมนุษย์นี้ยากที่จะนิยามได้
ครอบคลุมครบถ้วน สภาวะมันมีปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ
ที่มาแปรผันให้จิตวิญญาณของคนและสภาวะ
ของกลุ่มต้องตกต่ำหรือสลายลง
ด้วยเหตุนี้ การเสริมสร้างสุขภาพของคนและสังคมจึงต้องคำนึงถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ
ภารกิจหนึ่งคือการฝึกฝนและพัฒนาจิตให้ลดความเห็นแก่ตัว
รักเพื่อนมนุษย์ และลดความขัดแย้งด้วยปัญญา
สติสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควบคุมมิให้จิตใจคับแคบและตกต่ำ
เป็นปัจจัยที่ยกระดับจิตใจ
ของมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเป็นอิสระ ก้าวพ้นจากความอยากที่ไร้ขอบเขตและความหวาดกลัว
งานของกลุ่มจิตวิวัฒน์จึงแสดงความพยายามที่จะเน้นภารกิจในการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณ
ใฝ่ฝันที่จะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของคนทุกรุ่น
ทุกองค์กร เพื่อถักทอความรักและความดีงามให้เกิดขึ้น
ในบ้านเมืองของเรา
มนุษย์ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่ม มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี
ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน
ตัวอย่างในสังคมก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ มิใช่หรือ
ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๘