เรือเปล่า |
|
โดย พระไพศาล วิสาโล
|
|
"จางจื๊อจึงแนะให้เราทำเรือของเราให้ว่างเปล่า
หรือทำตนเป็น "เรือเปล่า"เพื่อจะได้ข้าม
"แม่น้ำ" อย่างสะดวกสบาย ไม่มีใครมาขัดขวางหรือกระทบกระทั่งด้วย"
จางจื๊อเป็นปราชญ์จีนโบราณซึ่งมักนำเสนอปรัชญาที่ลึกซึ้ง
โดยอาศัยเรื่องเล่าที่ง่ายๆ
เรื่องหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงคือเรื่อง "เรือเปล่า"
จางจื๊อเริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ชายคนหนึ่งกรรเชียงเรืออยู่ในแม่น้ำ
ถ้าหากมีเรือเปล่าลำหนึ่งมาชนเข้า แม้เจ้าของเรือกรรเชียงจะเป็นคนเจ้าโทสะ
เขาก็คงโกรธไม่ได้มาก แต่ถ้าเห็นคนอยู่ในเรือนั้น
เขาคงต้องตะโกนบอกให้พายเรือหนีไปให้พ้น ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ได้ยิน
ก็ต้องตะโกนดังขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงต้องร้องด่า ทั้งนี้ก็เพราะมีคนอยู่ในเรือลำนั้น
แต่อากัปกิริยาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าหากไม่มีคนอยู่ในเรือลำนั้น
ดังนั้น จางจื๊อจึงแนะให้เราทำเรือของเราให้ว่างเปล่า
หรือทำตนเป็น "เรือเปล่า"เพื่อจะได้ข้าม
"แม่น้ำ" อย่างสะดวกสบาย ไม่มีใครมาขัดขวางหรือกระทบกระทั่งด้วย
มองอย่างพุทธ "เรือเปล่า" ก็คือจิตที่ว่างเปล่าจากตัวตน
หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือจิตที่ว่างเปล่าจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนนั่นเอง
ผู้ที่มีจิตว่างเปล่าตามนัยดังกล่าวย่อมอยู่ในโลกนี้ได้อย่างราบรื่นและผาสุก
แม้จะไม่ถึงกับปลอดพ้นจากการถูกตะโกนด่าว่าดังเรือเปล่าของจางจื๊อ
แต่คำตะโกนด่าว่านั้นย่อมไม่อาจทำให้ทุกข์ได้ เพราะไม่มี
"ตัวตน" ออกไปรับคำด่า
ใช่หรือไม่ว่า ถ้ามีตัวตนหรือยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู"
เมื่อไร ก็อดไม่ได้ที่จะเอาคำด่านั้นมาเป็น "ของกู"
เกิดความสำคัญมั่นหมายว่า "ตัวกู"ถูกด่า
หรือมี "ตัวกู" เป็นเป้าให้คำด่าว่านั้นเข้ามากระทบกระแทก
ตัวตนหรือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนนั้นเป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งหลายของมนุษย์
ไม่ใช่แค่ทุกข์เพราะถูกต่อว่าเท่านั้น หากยังทุกข์เมื่อประสบกับความสูญเสียพลัดพราก
เพราะไปสำคัญผิดว่าสิ่งที่สูญเสียไปหรือบุคคลที่พลัดพรากไปนั้นล้วนเป็น
"ของกู" แม้แต่เวลาเจ็บปวดทางกาย ก็ยังทุกข์ไปถึงใจเพราะไปสำคัญมั่นหมายว่า
"กูเจ็บ"
ท่านอาจารย์พุทธทาสเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ว่า เมื่อมีดบาดนิ้ว
ถ้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "มีดบาดฉัน" เมื่อไร
จะเจ็บยิ่งกว่าเวลารู้สึกว่า "มีดบาดนิ้ว"
เสียอีก
ทั้งๆ ที่สมัยนี้เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและความพรั่งพร้อมทางวัตถุมายมาย
แต่เหตุใดผู้คนจึงทุกข์กันง่ายและทุกข์กันมากเหลือเกิน
คำตอบก็คือ เพราะไม่รู้เท่าทันความจริงข้อนี้ แถมยังเน้นตัวตนกันมากขึ้น
จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอย่างสูง อะไรก็ตามที่ปรนเปรอ
พะเน้าพะนอ หรือตอบสนองความต้องการของตัวตน เป็นต้องทำหรือหามาให้ได้
ดังนั้น จึงเกิดความต้องการไม่รู้จักหยุดหย่อน ผลคือเกิดความเร่าร้อน
เครียด กระสับกระส่าย และเกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งกับผู้คนมากมาย
ไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ตัว
ความขัดแย้งนี้บ่อยครั้งก็ลุกลามเป็นการประหัตประหารระหว่างกลุ่มชน
เพราะการแบ่งเขาแบ่งเรา ใครก็ตามที่ไม่ใช่ "พวกกู"
ก็ถือเป็นศัตรูไปหมด
ตัวตนนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง แต่เกิดจากการปรุงแต่งขึ้นมาเองของจิต(ซึ่งตัวมันเองก็ไม่มีตัวตนอยู่เช่นกัน)
เมื่อปรุงแต่งแล้วก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่นซ้ำเข้าไปอีก(เหมือนคนที่คิดเอาเองว่าแฟนนอกใจ
แล้วก็ยึดมั่นกับความคิดความเชื่อนั้นจนไม่ยอมเปิดใจรับความจริง)
แต่ไม่ว่าจะยึดมั่นตัวตนอย่างไร มันก็ไม่สามารถเป็นไปตามใจเราได้
อาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือ ความเป็น
"ฉัน" นั้นแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อประสบความสำเร็จก็สำคัญว่า
"ฉันเป็นคนเก่ง" แต่เมื่อล้มเหลวก็เปลี่ยนมารู้สึกว่า
"ฉันเป็นคนไม่เก่ง" บางคนรู้สึกว่า "ตัวตนของฉันคือชายชาติทหาร"
แต่พอโดนโรคร้ายเกาะกินติดต่อกันหลายปี ความรู้สึกว่า
"ฉันเป็นผู้ป่วยใกล้ตาย" ก็เข้ามาแทนที่
อันที่จริงในวันหนึ่งๆ ความสำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้นับสิบๆ
อย่าง เช่นเป็นพ่อแม่เมื่ออยู่กับลูก เป็นอาจารย์เมื่อพบหน้าศิษย์
และเป็นลูกน้องเมื่อไปหาเจ้านาย
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความเป็นฉันนั้นเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเอง
หาได้มีจริงไม่
อะไรก็ตามที่ไม่มีอยู่จริง ย่อมชวนให้เราฉุกคิดสงสัยในความมีอยู่ของมัน
ตัวตนก็เช่นกัน ความเกิดดับและแปรเปลี่ยนอยู่เสมอของ
"ตัวกู" หรือความเป็นฉัน ทำให้ในส่วนลึกของจิตใจเราย่อมอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวตนมีจริงหรือ
ความไม่มั่นใจว่าตัวตนมีอยู่จริงนั้นคอยรบกวนจิตใจของเราเป็นครั้งคราว
แต่คนเรานั้นยากที่จะยอมรับได้ว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง
กล่าวได้ว่าเป็นสัญชาตญาณของคนเราที่ต้องการมีตัวตนให้เป็นที่ยึดมั่น
ดังนั้น จึงพยายามกดความลังเลสงสัยนี้เอาไว้ลึกลงไปถึงจิตไร้สำนึก
แต่ไม่มีอะไรที่เราสามารถกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกได้ตลอด
ความลังเลสงสัยดังกล่าวก็เช่นกัน มันไม่ได้หายไปไหน
แต่ผุดออกมาสู่จิตสำนึกโดยแสดงตัวในรูปลักษณ์อื่น
เช่น ความรู้สึกพร่อง คับข้องใจ กระสับกระส่าย ไม่เป็นสุข
หรือความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในชีวิต
เกิดความรู้สึกว่าชีวิตนี้ว่างเปล่าพิกล
อาการเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกทุกข์อยู่ลึกๆ แต่หาไม่พบว่าคืออะไร
เป็นเพราะเกิดอาการดังกล่าว คนจำนวนไม่น้อยจึงพยายามแสวงหาวัตถุมาครอบครองให้มากที่สุด
ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบายหรือเพื่อปรนเปรอตัวตนเท่านั้น
จุดหมายที่ลึกลงไปกว่านั้นก็คือ เพื่อถือเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็น
"ตัวกู ของกู" หรือเพื่อยืนยันความมีอยู่ของตัวตน
อะไรที่เป็นวัตถุรูปธรรม จิตก็อยากเข้าไปยึดถือเป็นตัวตน
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ตัวตน และเพื่อความมั่นคงของจิตใจ
พฤติกรรมอีกประเภทที่แสดงออกมาก็คือ การเข้าไปผูกพันยึดติดกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง
อาทิ ชุมชน แก๊ง ตลอดจนชาติ(หรือแม้แต่บริษัท) การไปผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อถือเอาเป็นตัวกูของกู
และเพื่อสร้างความมั่นคงของตัวตนเช่นกัน ยิ่งยึดถือมากเท่าไรก็ยิ่งมั่นใจในความมีอยู่ของตัวตน
ทำให้ชีวิตไม่รู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไป
อันที่จริงแม้กระทั่งการดิ้นรนอยากมีชื่อเสียงหรือ
"อยากดัง" ซึ่งเป็นพฤติกรรมยอดนิยมของคนยุคปัจจุบัน
ก็อธิบายได้ด้วยสาเหตุเดียวกัน การที่ผู้คนอยากให้ตนเองเป็นที่รู้จัก
ลึกลงไปแล้วก็เพื่อยืนยันว่าตัวฉันมีอยู่จริง เพราะถ้าไม่มีคนรู้จัก
ก็เท่ากับเป็น "nobody" คือนอกจากชีวิตจะไม่มีความหมายแล้ว
ยังหมายถึงการไม่มีตัวตนในสังคม ลึกไปกว่านั้นยังตอกย้ำความสงสัยในความไม่มีตัวตนให้หนักขึ้น
แต่ไม่ว่าจะครอบครองทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด มีกลุ่มก้อนสังกัดยิ่งใหญ่หรือรักชาติแค่ไหน
มีชื่อเสียงขจรขจายอย่างไร ก็ไม่สามารถขจัดความรู้สึกพร่อง
คับข้องใจ กระสับกระส่ายในส่วนลึกไปได้ ความรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่าก็ยังจะมารบกวนอยู่เรื่อยๆ
ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็ไม่สามารถมีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนอยู่ได้
ทางออกจากทุกข์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่การแสวงหาตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรือมั่นคงให้ได้
แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงเสียแต่แรกว่าตัวตนนั้นหามีอยู่จริงไม่
รวมทั้งขจัดความกลัวที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง การยอมรับดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการคิดเอง
แต่เกิดจากการประจักษ์ถึงมายาภาพของตัวตน เห็นถึงอาการของจิตที่ปรุงแต่งความเป็นตัวฉันขึ้นมา
รวมทั้งตระหนักถึงโทษของการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนว่าทำให้เป็นทุกข์เพียงใด
การมีปัญญาเห็นความจริงดังกล่าวอย่างถึงที่สุดอาจเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน
แต่เราก็สามารถฝึกฝนตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
เริ่มจากการสังเกตถึงความเป็นตัวฉันที่ผันแปรตลอดเวลา
และอาการ "ตัวกู" ที่ชอบแล่นออกมารับคำตำหนิหรือสิ่งไม่พึงปรารถนาที่มากระทบ
มองให้เห็นถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามมา และเปลี่ยนมาใช้สติและปัญญาออกรับสิ่งกระทบดังกล่าว
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่สนใจว่า "ตัวกู" จะได้รับการปรนเปรอหรือถูกกระทบ
จำคำของซุนวูได้หรือไม่ที่ว่า "บุกต้องมิหวังคำยกย่อง
ถอยต้องมิกลัวอับอาย" จะรุกหรือถอยก็เพราะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมหรือ
"ความถูกต้อง" เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เพราะเอาตัวตนหรือ
"ความถูกใจ" เป็นใหญ่
ด้วยวิธีนี้แหละ เราจึงจะค่อยๆ กลายเป็น "เรือเปล่า"
ที่ข้ามฝั่งได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
สานแสงอรุณเสวนา ขอเชิญร่วมเสวนาในหัวข้อ "อภัยวีถี
หนทางแห่งการสมานฉันท์?" ในเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน
2548 เวลา 13.00- 15.00 น. ณ ห้องสมุดประชาชนแสงอรุณ
เมื่อทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากสภาวะสังคมในปัจจุบัน
อะไรคือทางออก "อภัยวิถี" จะเป็นทางเลือกออกจากปัญหาดังกล่าวได้ไหมและอย่างไร
ฤๅจะเป็นเพียงความเพ้อฝันอันล่องลอย นำเสวนาโดย พระมหาวุฒิชัย
วชิรเมธี (ว. วชิรเมธี) และ จารุพรรณ กุลดิลก (กลุ่มจิตวิวัฒน์)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หมายเลข 0-2237-0080 ต่อ
101
ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันที่ 6 พฤศจิกายน
๒๕๔๘