ต้นน้ำ หมู่ไม้ ผลิบาน รากแก้ว กระแสธาร มิ่งมิตร
เขียนความ จับแก่น บันทึกไว้ ที่ข้องเกี่ยว
|

เส้นสายกับทฤษฎีโลกใบเล็ก

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

 

 

เมื่อคนไทยพูดถึงคำว่า “เส้นสาย” พวกเรามักจะนึกไปถึง “แง่ลบ” ของคำๆ นี้กันเป็นส่วนใหญ่

เช่น ลูกชายของคนข้างบ้านสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้เพราะมี “เส้นสาย” หรือ “เส้นใหญ่” ลูกสาวของเพื่อนได้งานในบริษัทใหญ่บริษัทนั้นเป็นเพราะคุณพ่อของเธอมี “เส้นสาย”

ใหญ่โตหรืออะไรทำนองนั้น แต่ความจริงแล้วผมคิดว่า “Connection” ระหว่างบุคคลไม่ใช่

เรื่องเลวร้ายอะไร ยกเว้นว่าเราจะนำไปเพื่อใช้ในการ “เอาเปรียบ” ผู้อื่น โดยเฉพาะในความหมาย

ของคำว่า “เส้นสาย”
ด้วยมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ใหม่นั้น ทุกๆ คน “มีเส้นสาย” กันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่ายากดีมีจนข้นแค้น

ประการใด ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคน “มีเส้นสาย” ถึงกันและกัน

ได้หมด แต่ “เส้นสาย” ในที่นี้ ผมอยากจะหมายถึงอีกความหมายหนึ่งของ Connection ที่หมายถึง

“ความสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันและกัน”
ในการประชุมจิตวิวัฒน์ทุกเดือนที่เริ่มกันมาตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๖ เป็นต้นมานั้น พวกเราจึงมี

โอกาสได้พูดคุยกันถึงประเด็น “มิติแห่งความเชื่อมโยง” ระหว่างกันค่อนข้างมากในทุกๆ ด้าน

ในการประชุมครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้พูดถึงเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจว่า

มีงานวิจัยที่บอกว่า “พวกเราทุกคนในโลกใบนี้สามารถติดต่อถึงใครก็ได้ด้วยการติดต่อผ่านคนไม่เกิน

๖ ครั้งโดยเฉลี่ย” เช่น ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดต้องการจะติดต่อกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ท่านก็

จะสามารถติดต่อได้ด้วยการกดโทรศัพท์, ใช้จดหมายหรือพูดคุยโดยตรงผ่านคนไม่เกิน ๖ คนโดย

เฉลี่ยเท่านั้น ท่านก็จะสามารถติดต่อกับประธานาธิบดีสหรัฐได้ (แต่เขาจะคุยกับท่านด้วยหรือไม่นั้น

เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ) หรือแม้แต่ท่านผู้อ่านท่านใดต้องการจะติดต่อกับใครคนหนึ่งที่เป็นคนพื้น

เมืองในทวีปแอฟริกา ก็จะสามารถติดต่อกับคนผู้นั้นได้โดยผ่านคนไม่เกิน ๖ คนเช่นกัน
ประเด็นที่คุณหมอโกมาตรพูดถึงนี้มีนัยสำคัญที่ผมอยากจะนำมาเขียนถึงในบทความชิ้นนี้ ก็คือ

“โลกใบนี้เต็มไปด้วยเส้นสาย” หรือในอีกนัยหนึ่ง “โลกใบนี้เล็กเกินกว่าที่เราคาดคิด”
มีผู้วิจัยและตั้งเป็น “ทฤษฎีโลกใบเล็ก - Small Worlds” ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฎีเครือข่ายที่เริ่มจาก

ช่วงปี ๑๙๒๙ Frigyes Karinthy นักเขียนเรื่องสั้นชาวฮังการีที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งได้เขียนเรื่อง

Lancszemek หรือในภาษาอังกฤษแปลว่า “Chains” Karinthy บอกว่า เขากล้าพนันกับใครก็ตาม

ในโลกใบนี้ว่า เขาสามารถหาคนใดคนหนึ่งที่อยู่ในโลกใบนี้ซึ่งมีประชากร ๕๐๐ ล้านคนในตอนนั้นได้

โดยผ่านการติดต่อระหว่างคนไม่เกิน ๕ คน ในตอนนั้นไม่มีใครสนใจความคิดของ Karinthy เพราะ

คิดว่าก็เป็นเพียงแค่การเขียนเรื่องสั้น หรือไม่ก็คิดไปว่าเขาก็เพียงแค่เพ้อฝันไปตามจินตนาการของ

นักเขียนเท่านั้นเอง
อีกสามสิบกว่าปีต่อมา ในช่วงปี ๑๙๖๗ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

สหรัฐอเมริกาชื่อ สแตนเลย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) ได้ศึกษาเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์

ด้วยการทดลองส่งจดหมาย ๑๖๐ ฉบับแบบสุ่มที่อยู่ไปยังคนอเมริกันในรัฐเนบราสก้าและแคนซัส และขอให้คนเหล่านั้นช่วยจัดส่งจดหมายไปยังเพื่อนของเขาคนหนึ่งซึ่งเป็นโบรกเกอร์อยู่ในบอสตัน

โดยที่ไม่บอกที่อยู่ โดยขอให้ส่งเป็นทอดๆ ไปยังเฉพาะคนที่รู้จักเท่านั้น ผลปรากฏว่าจดหมายส่วนใหญ่สามารถเดินทางไปถึงเพื่อนของเขาที่อยู่ในบอสตันได้ แถมยังพบ

ปรากฏการณ์ประหลาดก็คือ จดหมายที่ส่งไปถึงนั้น ถึงเร็วกว่าที่คาดไว้มาก โดยที่โดยเฉลี่ยแล้วจดหมาย

นั้นส่งไปโดยผ่านคนเพียงไม่เกิน ๕.๕-๖ คนเท่านั้น ต่อมามีผู้เรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า

Six degree of separation”
จากปรากฏการณ์นี้ ในปี ๑๙๙๘ นี้เองนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันสองคนคือ ดันแคน วัตต์ และ

สตีฟ สโตรกาทซ์ สามารถนำการเชื่อมโยงตรงนี้มาเขียนเป็นกราฟทางคณิตศาสตร์และสามารถอธิบาย

เป็นภาษาหรือทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ได้โดยบังเอิญ และเรียกว่าเป็น “ทฤษฎีโลกใบเล็ก” (Small Worlds)
ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตบทความหรือแม้แต่สิ่งที่ท่าน อ.หมอประเวศ วะสี และท่าน อ.หมอประสาน ต่างใจ

ได้เขียนหรือพูดเสมอมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ เรื่องที่ท่านทั้งสองพูดถึงเขียนถึงเสมอมาก็คือ

“มิติของความเชื่อมโยง” ซึ่งถ้ามองไม่เห็น “มิติ” นี้ เราก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาและสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะทุกอย่างเป็นเสมือนยิ่งกว่า “ร่างแห” ที่โยงใยเกี่ยวพันกันแบบแยกไม่ออก แก้จุดหนึ่งก็ไปปูดที่

จุดหนึ่ง อีนุงตุงนังไปหมดแบบนั้นเป็นต้น โลกใบนี้เป็นโลกของความสัมพันธ์ที่ยุบยับเต็มไปหมด
ด้วยเหตุผลที่ว่ากรอบคิดแบบกลศาสตร์ที่มีความเป็นกลไกอย่างนิวตันนั้นได้ฝังลึกอยู่ในสังคมมนุษย์โดย

เฉพาะสังคมตะวันตกมายาวนานกว่าสามถึงสี่ร้อยปี จึงทำให้พวกเราที่อยู่ในสังคมมองมิติของความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันดังกล่าวนี้ไม่ค่อยออกหรือไม่เข้าใจ
ด้วยทฤษฎีโลกใบเล็กนี้ ได้พิสูจน์ให้เราเห็นได้ว่า เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับมนุษย์คนใดคนหนึ่งในโลกใบนี้

ไม่ได้เป็นเรื่องที่ “ไกลตัว” อีกต่อไป เราทุกคนในโลกใบนี้อยู่ “ใกล้กัน” มากกว่าที่เราคิด ความยากลำบากและความทุกข์ยากของคนใดคนหนึ่งในโลกใบนี้ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

และใกล้ชิดมากกว่าที่เราจะนึกถึง เพราะทฤษฎีนี้พิสูจน์ในทางคณิตศาสตร์ให้เห็นได้ว่า เราทุกๆ คนในโลก

ใบนี้ห่างกันไม่เกิน ๖ ครั้งเท่านั้นของการติดต่อกับคนที่เรารู้จัก
หากพวกเราคิดว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้อยู่ห่างไกลจากประเทศไทยและอยู่ห่างไกลจาก

ตัวเราแล้ว พวกเราอาจจะกำลังคิดผิดก็ได้ เช่น หลายคนอาจจะคิดว่าปัญหาสหรัฐฯ รุกรานอิรักไม่เกี่ยวกับเรา

ปัญหาปาเลสไตน์กับอิสราเอลไม่เกี่ยวกับเรา ปัญหาคนอดอาหารตายในเอธิโอเปียไม่เกี่ยวข้องกับเรา หรือแม้แต่ปัญหาที่ภาคใต้ก็ไม่เกี่ยวกับเราที่อยู่ที่กรุงเทพฯ หรือภาคอื่นๆ
ด้วยแนวคิดของวิทยาศาสตร์ใหม่โดยเฉพาะควอนตัมฟิสิกส์นั้นบอกชัดเจนเหลือเกินว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวพันเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออกและด้วยทฤษฎีโลกใบเล็กซึ่งถือว่าเป็นทฤษฎีหนึ่งที่

มีฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่ ก็ยิ่งจะย้ำเตือนให้เห็นถึง “ความใกล้ตัว” ของปัญหาต่างๆ เหล่านั้นที่

พวกเราจะมองแบบ “แยกส่วน” ธุระไม่ใช่ไม่ได้ หรือแม้แต่กับผู้ที่ “ธุระใช่” ก็น่าที่จะต้องใช้แนวทาง

การแก้ปัญหาด้วยการมองเห็น “เส้นสาย” ต่างๆ เหล่านี้ด้วย
บางทีสิ่งที่เราเห็นว่า “จริง” อาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้ เช่น การที่เรามองเห็นดาวดวงหนึ่งอยู่บนท้องฟ้า ไม่ได้

หมายความว่าดาวดวงนั้นยังมีอยู่จริง ดาวดวงนั้นอาจจะสูญสลายไปนานแล้วก็ได้ เพราะแสงจากดาวดวงนั้นกว่าจะเดินทางมาถึงตาของเราก็อาจจะใช้เวลาหลายพันปี หรือในทางตรงกันข้าม

บางทีสิ่งที่เรามอง “ไม่เห็นว่าจริง” อาจจะ “มีอยู่จริง” ก็ได้ เช่นโยงใยของความสัมพันธ์ที่ซ่อนเร้นหรือ

“เส้นสาย” ดังที่กล่าวถึงในข้างต้นนี้
ด้วยตัวอย่างของเรื่องนี้ พวกเราจะเห็นได้ว่าความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวิทยาศาสตร์ใหม่จึงมีความสำคัญ

มากต่อแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ เพราะเราไม่เข้าใจไปเชื่อสิ่งที่ไม่มีหรือไม่เชื่อสิ่งที่มีอยู่จริง ก็ล้วนแล้วแต่จะทำให้เราแก้ไขปัญหาผิดพลาดไปอย่างน่าเสียดาย



ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

|
-
กลับสู่ด้านบน
ปรับปรุงครั้งล่าสุด วันเสาร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
Copyleft 2005 by JitWiwat.org