กล้าที่จะก้าวข้าม... |
 |
โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน |
|
วิกฤติการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมือง อันเนื่องมาจากความข้องใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของรัฐบาล
โดยเฉพาะด้านคุณธรรมจริยธรรมและการหาประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีและบุคคลใกล้ชิดซึ่งมีผลกระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศ
นำไปสู่การชุมนุมของเครือข่ายพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย
การยุบสภาของรัฐบาล การประท้วงไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งของฝ่ายค้าน
การจ้องจับผิดระหว่างกัน การพูดจากล่าวโทษซึ่งกันและกัน
ดูเหมือนจะเพิ่มความร้าวฉาน และการแบ่งพรรคแบ่งพวกมากขึ้น
จนอาจบานปลายกลายเป็นการใช้ความรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกัน
นำไปสู่การสูญเสียโดยรวมของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ
สังคม และการเมือง
ในฐานะที่เป็นอาจารย์อาวุโส เป็นครูของครูอยู่ที่คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง
ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องด้วยความเป็นห่วง
ทุกครั้งที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเสนอทางออกเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ด้วยเจตนาที่ดี
จะรู้สึกยินดีและชื่นชมเสมอ จึงขอสนับสนุนให้กลุ่มคนจากทุกภาคส่วนเสนอทางออกเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศเพิ่มมากขึ้น
สำหรับผู้เขียนมีความเห็นว่า เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในสังคมไทย
จำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักในบทบาท
หน้าที่และความรับผิดชอบของตน กระทำการโดยคำนึงถึงความสุจริต
ถูกต้องเป็นธรรม มีความอดทนอดกลั้น เสียสละ มองการณ์ไกล
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติในอนาคต
ด้วยจิตสำนึกและจิตวิญญาณของความเป็นครู อาจารย์
ที่หวังให้ทุกฝ่ายในสังคมประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ยุวชน
และเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ปวงชนโดยส่วนรวม
ผู้เขียนไม่ขอเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายถอยกันคนละก้าว
แต่ขอร้องให้ทุกฝ่ายก้าวไปข้างหน้าอย่างมีเกียรติ
มีศักดิ์ศรี ด้วยการเดินหน้าเข้าหากันอย่างมีสติและใช้ปัญญาในการก้าวข้ามตัวตน
ก้าวข้ามพรรค ก้าวข้ามฝ่าย และก้าวข้ามวิกฤติการณ์
เพื่อแสวงหาทางเลือกที่พึงประสงค์ร่วมกัน ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวมอย่างแท้จริงโดยสันติวิธี
อยากเห็นแต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีความกล้าหาญทางจริยธรรม
กล้าที่จะก้าวข้ามความเป็นตัวกู ของกู สู่ความเป็นส่วนรวม
สู่การสร้างประโยชน์สุขแก่ปวงชน เกิดผลดีมีสันติสุขในชาติ
ผู้เขียนได้มีโอกาสทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
(ศูนย์คุณธรรม) โครงการวิจัยนี้ชื่อว่า การวิจัยและพัฒนากระบวนการสร้างความดี
มีคุณธรรม ในงานวิจัยนี้มีการศึกษารวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับความหมาย
เกณฑ์ และกระบวนการส่งเสริมคน ครอบครัว และชุมชนดี
มีคุณธรรม และที่สำคัญ มีการรวบรวมพระบรมราโชวาทส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องคุณธรรม
จริยธรรม และความดีที่ทรงพระราชทานให้แก่คณะบุคคล
ในวาระต่างๆ กัน จึงจะขออัญเชิญนำมาเสนอในบทความนี้
เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติแก่ผู้จงรักภักดีทั้งมวล
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม
๒๕๑๘
ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม
ทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ
หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น ความเจริญที่แท้นี้มีลักษณะเป็นการสร้างสรรค์
เพราะอำนวยประโยชน์ถึงผู้อื่นและส่วนรวมด้วย ตรงกันข้ามกับความเจริญ
อย่างเท็จเทียม ที่เกิดขึ้นมาด้วยความประพฤติไม่เป็นธรรมของบุคคล
ซึ่งมีลักษณะเป็นการทำลายล้าง เพราะให้โทษเบียดเบียนทำลายผู้อื่นและส่วนรวม
การเบียดเบียนทำลายนั้น ที่สุดก็จะกลับมาทำลายตน ด้วยเหตุที่เมื่อส่วนรวมถูกทำลายเสียแล้ว
ตนเองก็จะยืนตัวอยู่ไม่ได้ จะต้องล่มจมลงไปเหมือนกัน
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๑
...บัณฑิตทั้งหลายคงจะมีความหวังตั้งใจอยู่เต็มเปี่ยมที่จะออกไปทำการงานด้วยความรู้
ความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความพากเพียรเข้มแข็ง
เพื่อให้บังเกิดความเจริญก้าวหน้าแก่ชาติบ้านเมือง
แต่บางคนก็อาจกำลังคิดอยู่ด้วยว่า ถ้าเราทำดีแล้วคนอื่นเขาไม่ทำด้วยจะมิเสียแรงเปล่าหรือ
ความรู้ ความตั้งใจ ความอุตสาหะพากเพียรของเราทั้งหมดจะมีประโยชน์อันใด
ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนทำความเข้าใจเสียใหม่ให้ชัดแจ้ง
ตั้งแต่ต้นนี้ว่า การทำความดีนั้น สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวเอง
ผู้อื่นไม่สำคัญ และไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเป็นห่วงหรือต้องรอคอยเขาด้วย
เมื่อได้ลงมือลงแรงกระทำแล้ว ถึงแม้จะมีใครร่วมมือด้วยหรือไม่ก็ตาม
ผลดีที่ทำจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และยิ่งทำมากเข้า นานเข้า
ยั่งยืนเข้า ผลดีก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น และแผ่ขยายกว้างออกไปทุกที
คนที่ไม่เคยทำดีเพราะเขาไม่เคยเห็นผล ก็จะได้เห็น
และหันเข้ามาตามอย่าง หลักประกันสำคัญในการทำดีจึงอยู่ที่ว่า
แต่ละคนต้องทำใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวกับสิ่งแวดล้อมที่เห็นอยู่ทราบอยู่มากเกินไป
จนเกิดความท้อถอย เมื่อใจมั่นคงแล้ว ก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจสร้างนิมิตและค่านิยมใหม่ขึ้นสำหรับตัว
ตามที่พิจารณาเห็นดี ด้วยเหตุผลอันถูกต้องเที่ยงตรง
แล้วมุ่งหน้าปฏิบัติดำเนินไปให้เต็มกำลังจนบรรลุผลสำเร็จ
ในที่สุด ความดีความเจริญที่ปรารถนาก็จะเกิดทวีขึ้น
และจะเอาชนะความเสื่อมทราม ต่าง ๆ ได้ไม่นานเกินรอ
...
พระราชดำรัสในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า
เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๒๕
คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษาและน้อมนำมาปฏิบัติ มีอยู่สี่ประการ
ประการแรก คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเอง
ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีนั้น ประการที่สาม
คือ การอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต
ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว
ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
คุณธรรมสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว
จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป
ดังประสงค์
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรแก่ว่าที่ร้อยตำรวจตรี
ที่สำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ประจำปีการศึกษา ๒๕๒๘ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพรเมื่อวันที่
๑๐ มีนาคม ๒๕๒๙
การทำความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจและความต้องการของมนุษย์
จึงทำได้ยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่
ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว
ตำรวจแต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง
ที่จะสร้างเสริมและสั่งสมรักษาความดีให้สมบูรณ์อยู่เสมอ...
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๘
ประโยชน์และความเจริญมั่นคงของส่วนรวมย่อมขึ้นอยู่กับประโยชน์และความเจริญมั่นคงของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ
เพราะส่วนรวมนั้นประกอบขึ้นด้วยบุคคลที่รวมกันอยู่เป็นสำคัญ
เป็นชาติบ้านเมือง ดังนี้ ผู้ใดก็ตามที่มุ่งหวังให้ส่วนรวมเจริญ
มั่นคง จะต้องพยายามสร้างความมั่นคงให้แก่การงาน แก่อาชีพ
และแก่ฐานะของตนเองให้ได้เป็นข้อแรกและข้อใหญ่ แต่ในการสร้างประโยชน์สร้างความเจริญให้แก่ตนเองนั้น
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถือหลักปฏิบัติสองข้ออย่างเคร่งครัด
ข้อแรก จะต้องมุ่งหมายกระทำแต่เฉพาะกิจการงานที่สุจริต
ที่เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ และที่ถูกต้องเป็นธรรม
พร้อมกับจะต้องระมัดระวังควบคุมตนเองอยู่เสมอ มิให้ประพฤติปฏิบัติการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ดำเนินทวนกระแสความถูกต้องเป็นธรรม
และที่เบียดเบียนบ่อนทำลายผู้อื่นอย่างเด็ดขาด ครั้นเมื่อทำดีมีผลแล้ว
ข้อต่อไป จะต้องพยายามขวนขวายประสานประโยชน์ของแต่ละคนเข้าด้วยกัน
ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญและจริงใจต่อกัน โดยไม่เพ่งเล็งถึงผลประโยชน์เฉพาะตัวจนเกินพอดี
หรือจนทำให้เกิดความโลภเห็นแก่ตัวขึ้นมาปิดบังความสำคัญและประโยชน์ของคนอื่นเสียหมด
การปฏิบัติตามหลักการดังนี้ แม้จะยากลำบากอยู่บ้างสำหรับบางคน
แต่เมื่อฝึกหัดตั้งตัวตั้งใจให้ประพฤติปฏิบัติมั่นคงเหนียวแน่นอยู่ได้จนเป็นปรกติ
ก็จะประคับประคองส่งเสริมให้สามารถสร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ตัวแก่ส่วนรวมได้สำเร็จอย่างงดงามและแน่นอนที่สุด
หลังจากอ่านพระบรมราโชวาทข้างบนอย่างมีสติและใช้ปัญญาแล้ว
ผู้เขียนขอเชิญชวนทุกท่านปฏิบัติตนเจริญตามคำสอนของพ่อหลวงของปวงชาวไทย
มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความกล้าที่จะก้าวข้ามประโยชน์สุขเฉพาะตัวสู่ประโยชน์สุขของชาติบ้านเมือง
มาร่วมกันก้าวไปข้างหน้า มาร่วมกันก้าวข้ามจากการมีชีวิตอยู่เฉพาะเพื่อตัวเองสู่การมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นและสรรพสิ่ง
จิตที่คิดให้ โปร่งใส...เบา
จิตที่คิดเอา มัวเมา...หนัก
ให้เมตตา กรุณา ให้ความรัก
จึงเปลี่ยนหนัก เป็นเบา ไม่เขลาเอย
ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๑ เมษายน
๒๕๔๙