กิจกรรมที่ชื่อว่า-ชีวิตในวัยเด็ก |
 |
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ |
|
กิจกรรมง่ายๆ กิจกรรมหนึ่งที่กลุ่มจิตวิวัฒน์เชียงรายนำมาใช้เสมอๆ
ในการทำเวิร์กชอปกับกลุ่มต่างๆ และได้ผลดีมากเสมอก็คือกิจกรรมที่ชื่อว่า
ชีวิตในวัยเด็ก
กิจกรรมนี้เริ่มต้นด้วยการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่กันแบบสุ่มแล้วให้กำหนดกันเองว่าใครจะเป็นหมายเลขหนึ่งใครจะเป็นหมายเลขสอง
เริ่มด้วยการกำหนดเวลาช่วงหนึ่งประมาณสามถึงห้านาทีให้หมายเลขหนึ่งเล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กของตัวเองให้หมายเลขสองฟัง
ในระหว่างนั้นให้หมายเลขสองฟังอย่างลึกซึ้งโดยไม่มีการขัดจังหวะใดๆ
จากนั้นเมื่อครบกำหนดเวลาหรือเล่าเรื่องจบก็จะใช้เวลาช่วงต่อไปให้หมายเลขสองซึ่งเป็นฝ่ายฟังก่อนนั้นลองสะท้อนกลับสิ่งที่ได้ยินมาจากหมายเลขหนึ่งว่าเล่าอะไรไปให้ฟังบ้าง
จากนั้นสลับหน้าที่กัน ให้หมายเลขสองเล่าเรื่องของตัวเองให้หมายเลขหนึ่งฟังบ้างภายในเวลาประมาณใกล้ๆ
กันแล้วให้หมายเลขหนึ่งสะท้อนสิ่งที่ได้ยินในเวลาต่อมา
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙ นี้เอง ภายใต้คำเชื้อเชิญของท่านรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์หมอลำดวน วงศ์สวัสดิ์
ผมและทีมเชียงรายได้มีโอกาสไปจัดกิจกรรมกลุ่มให้กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปี
3 จำนวนประมาณหนึ่งร้อยกว่าคน และมีเวลาให้กับกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ประมาณหนึ่งวันครึ่ง
พวกเราตัดสินใจใช้กิจกรรม ชีวิตในวัยเด็ก นี้เป็นกิจกรรมแรกกับนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในบ่ายของวันแรกนั้นหลังจากที่ให้นักศึกษาทั้งหมดล้มตัวลงนอนบนพื้นห้องโถงของอาคารเรียนรวมและผ่อนคลายด้วยการทำ
Body Scan ภายใต้การนำของอาจารย์ฌานเดช พ่วงจีนครูไท้เก็กหนึ่งในทีมของพวกเรา
หลังจากนั้นเมื่อนักศึกษาได้ผลัดกันเล่าเรื่องของตัวเองให้กับเพื่อนฟังและสลับหน้าที่กันแล้ว
เราก็จัดให้มีการรวมกลุ่มจากสองคนเป็นสี่คน โดยให้แต่ละคนเล่าเรื่องที่ตัวเองได้ยินมาให้กับกลุ่มฟัง
โดยมีกติกาในกลุ่มว่าถ้าใครจะเป็นคนพูดให้ยกมือแล้วเล่าเรื่อง
เพื่อนอีกสามคนจะฟังโดยไม่มีการขัดจังหวะและเมื่อพูดจบแล้วก็ให้พูดคำว่า
จบ ทิ้งท้ายด้วย
จากนั้นเราก็รวมกลุ่มนักศึกษาจากสี่คนเป็นแปดคน แล้วแจกกระดาษโปสเตอร์แผ่นใหญ่และสีเทียนให้กับกลุ่มแปดคนนี้กลุ่มละหนึ่งชุด
โดยให้แต่ละคนลองวาดรูปที่สะท้อนถึงชีวิตในวัยเด็กที่แต่ละคนประทับใจลงไปในกระดาษแผ่นเดียวกันด้วนสีสันต่างๆ
ตามจินตนาการตามชอบใจ จากนั้นให้เล่าให้เพื่อนในกลุ่มแปดคนนี้ฟังถึงความหมายของรูปภาพที่วาดออกมานั้น
ภายใต้กติกาเดิมคือให้ผู้ฟังเคารพผู้พูดด้วยการตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง
ผมไปสังเกตการณ์ดูมีนักศึกษาคนหนึ่งวาดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ
ด้วยดินสอสีเทียนสีเขียวแล้วระบายภายในสี่เหลี่ยมด้วยสีส้ม
เขียนบรรยายด้วยตัวอักษรสีเขียวไว้อย่างน่ารักมากว่า
พื้นที่เล็กๆ ขอพื้นที่เล็กๆ ให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้มั้ย
ให้ความสดใสคงอยู่กับเรา
ไม่อยากให้ใครเขามาแย่งไป
เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควรที่ทุกคนได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองแล้ว
เราให้แต่ละกลุ่มกำหนดผู้ที่จะเป็น เจ้าบ้าน ของกลุ่มจากนั้นให้อีกเจ็ดคนที่เหลือออกไปเดินสำรวจภาพในกระดาษโปสเตอร์ของกลุ่มอื่นๆ
ตามชอบใจ ถ้าชอบรูปวาดหรือเจ้าบ้านคนไหนก็ให้ไปอยู่ในกลุ่มนั้น
โดยให้กลุ่มใหม่มีจำนวนประมาณแปดคนเหมือนเดิม เมื่อพร้อมแล้วก็ให้เจ้าบ้านบอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มเดิมจากภาพวาดที่ทุกคนได้วาดเอาไว้เกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กของแต่ละคนแล้วแลกเปลี่ยนกัน
กิจกรรมง่ายๆ เพียงแค่นี้กินเวลาไปประมาณสองชั่วโมงกว่า
นักศึกษาส่วนใหญ่สะท้อนออกมาในวันต่อมาว่า ในทีแรกรู้สึกงงๆ
กับกิจกรรมแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะให้ประโยชน์อะไรกับเขา
บางคนสะท้อนว่าในตอนแรกดูว่าจะเป็นอะไรที่ เสียเวลา
แต่ก็ รู้สึกดี และยิ่ง รู้สึกดีมาก ขึ้นไปอีกเมื่อทราบในภายหลังว่ากิจกรรมเด็กๆ
แบบนี้ได้นำพาพวกเขาไปสู่การเรียนรู้มากมายในวันต่อมา
หลายคนสะท้อนออกมาว่ารู้สึกแปลกใจว่าทำไมตัวเองถึงไม่เคยมีโอกาสหรือไม่เคยมีเวลาที่จะได้คุยกับเพื่อนๆ
ในชั้นปีในลักษณะแบบนี้มาก่อนเลยทั้งๆ ที่เรียนด้วยกันมาตั้งสองปีเต็มๆ
แล้ว
กิจกรรมในช่วงค่ำ เราให้คงกลุ่มแปดคนที่เกาะกลุ่มกันในครั้งสุดท้ายก่อนเลิกกิจกรรมในช่วงบ่าย
เราเริ่มด้วยการผ่อนคลายจากนั้นผมใช้เวลาช่วงสั้นบอกเล่าเรื่องราวความเป็นเด็กของผมบ้างโดยลองเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นแพทย์
เพราะแพทย์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะแพทย์ที่จบใหม่ๆ มักจะต้องพยายามวางมาดให้ดูเป็นผู้ใหญ่และบางทีการพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากเกินไปอาจจะทำให้เราหลงลืม
สิ่งที่ดีๆ ของความเป็นเด็ก ที่มีประโยชน์ไปหลายเรื่องได้หรือไม่
จากนั้นตั้งโจทย์ให้กับนักศึกษาว่า เราจะสามารถคงความเป็นเด็กของเราในชีวิตความเป็นแพทย์ได้หรือไม่
ถ้าได้-ได้อย่างไร? แล้วให้กลุ่มแปดคนลองแลกเปลี่ยนพูดคุยกันในหัวข้อนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการเรียนรู้ในช่วงบ่ายที่ต่อมาถึงในช่วงค่ำ
เราแจกกระดาษโปสเตอร์แผ่นใหม่และสีเทียน ให้นักศึกษาลองวาดรูปถึงเรื่องราวที่พูดคุยกันคือความเป็นเด็กกับความเป็นแพทย์และเมื่อเราขอให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มจำนวนสิบกว่ากลุ่มออกมานำเสนอเรื่องราวบนเวทีตามความสมัครใจ
พวกเราก็ได้พบกับความมหัศจรรย์มากมาย
นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดบนเวทีในที่ประชุมว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของความเป็นเด็กคือความกล้า
กล้าที่จะสร้างสรรค์ กล้าคิดนอกกรอบแต่ไม่ใช่นอกกรอบแบบที่ไม่เป็นระเบียบหรือไปทำร้ายผู้อื่นนะครับ
นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดว่า เด็กๆ มีความจริงใจ มีอิสรภาพในการคิดในการทำสิ่งต่างๆ
บางทีเราไม่ควรจะมาแบ่งแยกว่าความเป็นเด็กจะต้องสิ้นสุดเมื่อไร
คือเราน่าที่จะคงความเป็นเด็กและนำสิ่งดีๆ ของความเป็นเด็กไปใช้ได้ตลอดไป
นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดว่า เด็กๆ มีความเครียดน้อยกว่า
เด็กพบกับความแปลกใหม่ในชีวิตเสมอ มีวิธีการมองโลกในแง่ดี
เราอาจจะทดลองความเป็นเด็กด้วยตัวอย่างเช่นถ้าเราวิ่งออกกำลังกายก็ให้ลองวิ่งแบบไม่ทับเส้นทางเดิมๆ
ดูบ้าง นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดว่า บางทีการเรียนในคณะแพทย์เราอาจจะต้องช่วยกันและเรียนรู้ร่วมกันมากกว่าแอบหนีไปอ่านหนังสือกันตามลำพัง
นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดว่า การคบเพื่อนในตอนเด็กๆ
เราสามารถคบหาได้ทุกคน แต่พอเป็นผู้ใหญ่แล้วชอบสร้างกำแพงกั้น
เรื่องนี้บางที่เราน่าจะนำไปใช้ในชีวิตแพทย์นะคือเราไม่ควรที่จะปิดกำแพงกั้นระหว่างตัวเรากับคนไข้
เพราะบางทีเราอาจจะไม่สามารถรักษาคนไข้ได้สำเร็จด้วยโรคร้ายอะไรบางอย่าง
แต่เราจะสามารถรักษาจิตใจของเขาได้เสมอ-ถ้าเราไม่สร้างกำแพงระหว่างแพทย์กับคนไข้
นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดว่า เป็นผู้ใหญ่แล้วคิดมากเกินไป
นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งพูดว่า โลกนี้สวยงาม แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการมองโลก
เด็กๆ มองโลกสวยงามแต่ผู้ใหญ่ไม่ได้มองแบบนั้น และอื่นๆ
อีกมากมายที่ท่านอาจารย์หมอลำดวนได้เป็นประจักษ์พยานได้เห็นได้ยินการแสดงออกของนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ด้วยตัวเอง
ไม่น่าเชื่อว่าด้วยการจัดกิจกรรมง่ายๆ เช่นนี้เพียงแค่เปิดโอกาสเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องราวของ
ชีวิตในวัยเด็ก เท่านี้ได้ก่อให้เกิด ความรู้ที่ผุดพรายขึ้นมาได้เอง
ของนักศึกษาแพทย์เหล่านี้โดยที่ กระบวนกร (ผู้จัดกระบวนการ)
ไม่ได้พูดไม่ได้บรรยายองค์ความรู้ใดๆ ให้กับพวกเขาเลย
การเรียนรู้แบบนี้พอจะใช้เป็นตัวอย่างหนึ่งให้เห็นถึงลักษณะของ
การเรียนรู้จากด้านใน หรือ จิตตปัญญาศึกษา ได้บ้างกระมัง?
ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม
๒๕๔๙